363: on Active Investing #4

หุ้นที่เราอยากได้เข้าพอร์ตคือหุ้นของธุรกิจที่ 1.) ปัจจัยพื้นฐานดีพอสมควร 2.) ยังมีโอกาสเติบโตได้อีก และ 3) ราคาหุ้นยังไม่แพงเกินไป

หุ้นที่น่าถือลงทุนที่สุดคือ หุ้นเติบโต เพราะในระยะยาว กำไรที่ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้มูลค่าของกิจการเพิ่มขึ้นได้ โดยที่เราไม่ได้ทำอะไร แค่ถือมันไว้เฉยๆ หุ้นปันผล กลับไม่ใช่หุ้นที่น่าถือไว้ในระยะยาว เพราะแม้ว่าจะได้ปันผลสูงกว่าตลาด แต่ถ้าหากธุรกิจไม่โตขึ้น กำไรก็ไม่เพิ่มขึ้นในระยะยาว เงินปันผลก็ไม่เติบโต ถ้าหากเราได้เงินปันผลปีละ 4-5% อาจมองว่าสูงกว่าพันธบัตรก็จริง แต่ถ้าราคาหุ้นไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย เพราะว่ากำไรไม่โต ก็ไม่คุ้ม เพราะการลงทุนในหุ้นนั้น เราต้องได้ผลตอบแทนอย่างน้อย 10% ต่อปี จึงถือว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เราต้องแบกรับ และลำพังผลตอบแทนจากเงินปันผลอย่างเดียว แทบไม่มีทางบรรลุเป้าหมายนี้ได้เลย

หุ้นเติบโตที่ดีไม่ได้หมายถึงมีอัตราการเติบโตสูงๆ ตรงกันข้าม หุ้นที่กำไรเติบโตสูงมากๆ เช่น 50-100% มักไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน เราไม่ได้ต้องการหุ้นที่เติบโตสูงๆ แต่เราต้องการหุ้นที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่องมากกว่า ส่วนใหญ่แล้ว บริษัทที่โตปีละ 10-20% มักรักษาอัตราการเติบโตให้สม่ำเสมอได้มากกว่าบริษัทที่โตปีละ 50-100% เราจึงควรมองไปที่ความยั่งยืนของอัตราการเติบโตมากกว่าขนาด

ไหนๆ จะลงทุนระยะยาวแล้ว ต้องกล้าคิดให้ไกลหน่อย หุ้นบูลชิพซึ่งธุรกิจมั่นคงแต่โตได้แค่ปีละ 5% ไม่ใช่หุ้นที่เราควรจะถือลงทุนระยะยาว เราควรจะหวังได้อย่างน้อยว่าหุ้นนั้นจะสร้างกำไรให้เราได้เท่าตัว ถึงจะเรียกว่ามี upside มากพอที่เราจะยอมถือลงทุน หุ้นเหล่านี้อาจมีไม่มากนักในตลาด แต่ถ้าเราสามารถหาได้ 4-5 ตัว เราก็สร้างพอร์ตเติบโตของเราได้แล้ว จงโฟกัสพอร์ตระยะยาวของเราแต่กับหุ้นเหล่านี้  อย่าเสียเวลากับหุ้นประเภทอื่นๆ หรือถ้าจะซื้อหุ้นประเภทอื่น ก็ไม่ต้องคิดเรื่องถือระยะยาว

หุ้นเติบโตจะค่อนข้างอ่อนไหวกับอารมณ์ตลาด เพราะมูลค่าของมันขึ้นกับอนาคตค่อนข้างมาก แต่ให้เราพยายามอดทน อย่าตกใจง่ายๆ กับความผันผวนในระยะสั้น ความผันผวนไม่ใช่ความเสี่ยงของนักลงทุนระยะยาว เพราะว่าเราไม่ได้ซื้อขายหุ้นบ่อยๆ อยู่แล้ว หุ้นที่ผันผวนสูงแต่วิ่งไปได้ไกลกว่าในระยะยาวเป็นหุ้นที่น่าลงทุนมากกว่าหุ้นที่ผันผวนต่ำแต่กี่ปีกี่ปีก็ไม่ไปไหน

ลองนึกถึงเมกกะเทรนด์ในปัจจุบันว่ามีอะไรบ้าง และมีธุรกิจไหนบ้างที่ได้รับประโยชน์ เพื่อมองหาหุ้นเติบโต และในเวลาเดียวกัน ลองพิจารณาดูด้วยว่า บริษัทเหล่านั้นมีข้อได้เปรียบคู่แข่งอะไรบ้าง บริษัทที่ดีต้องอยู่ในเมกะเทรนด์ และมีข้อได้เปรียบคู่แข่งที่ค่อนข้างเด่นชัด จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้

ตลาดหุ้นไทยมีช่วงที่ตกหนักทุกปี อย่างน้อยก็ปีละ 1-2 ครั้ง จึงไม่ต้องรีบร้อน การซื้อหุ้นเติบโตในระยะยาวในช่วงที่ภาวะตลาดในระยะสั้นไม่ดี ย่อมเป็นโอกาสที่ดีกว่าการซื้อหุ้นเหล่านั้นในช่วงที่ทุกคนกำลังมั่นใจ  

29 thoughts on “363: on Active Investing #4”

  1. ส่วนตัวคุณนรินทร์ชอบการลงทุนแบบ passive หรือ active มากกว่ากัน เพราะอะไรครับ

  2. ชำระเงินผ่านบัตรเครดิตแล้วค่ะ แต่ยังเข้าไปอ่านข้อความไม่ได้

  3. Market Implied Growth ยังใช้ได้อยู่ไหมครับ หมายความว่าผมเปิดดูเมื่อ23:00น.ของ12สค57ไม่เห็นการคำนวณครับ ไม่ได้เข้าดูมานานครับ แต่ได้ตัดสินใจลงทุน4ตัวคือ BBL,MBK,PS,TUF (PTTกลัวเรื่องนักการเมืองเข้าไปยุ่งครับ)

  4. ขอทราบความเห็นคุณ นรินทร์ กับสูตรการคัดเลือกหุ้น
    จากงานวิจัยของอาจารย์ ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา

    ชึ่งเหมือนกันหรือคล้ายคลึง กับ เเนวทาง DG เเละ 7THLTG อย่างไรบ้าง
    ของเราเน้นเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานการเติบโตรองรับ
    ส่วนสูตรช้างล่างเน้น ดูที่ PEG
    สูตรง่ายๆ วิธีง่ายๆ ที่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้
    จากงานวิจัยของอาจารย์ ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา
    น่าสนใจมากค่ะ ฐานข้อมูลจาก “คุณครรชิต ไพศาล”
    thaivi.org ที่อาจารย์ท่านกล่าวถึง ตาม link นี้ค่ะ
    http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=1294

    1. ผมไม่แน่ใจว่าเค้าวัดผลตอบแทนยังไง แต่เหมือนเคยมีคนทำตามแล้วไม่ได้ผลตอบแทนตามนั้น

      แต่ก็คิดว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราลงทุนแบบ passive ได้ครับ

  5. ขอรบกวนพี่โจ๊ก 4 คำถามครับ เนื่องจากว่า พอร์ตยังไม่มีหุ้นอยู่ และได้ศึกษามาบ้าง ต้องการลงทุนระยะยาว ตอนนี้มีเงินก้อนอยู่ และยังมีเงินใหม่เข้ามาจากการทำงานประจำครับ อยากทราบแนวทางครับ

    1.active ที่ค่อนข้าง passive ที่พี่ใช้ ต่างกับ dg อย่างไรครับ
    2. ถ้าตอนนี้เรามีเงินก้อนอยู่ที่จะลงทุน แล้วสามารถจะรอได้ ควรรอเวลาแบบ dg แล้วลงทั้งก้อนไปเลย โดยแบ่งตัวละ 15% 5-7ตัว ไปทีเดียว หรือว่าเมื่อ market correction แล้วทยอยลงทีละก้อนครับ
    3.หลังจากที่เราได้ลง dg ไปแล้ว ถ้ายังมีเงินก้อนใหม่ๆเข้ามา ควรเก็บสะสมรอไปอีกเพื่อรอจังหวะซื้อใหม่ หรือว่าควรจะ ซื้อเฉลี่ยไปเลยดีครับ
    4.วางแผนจะซื้อ index fund ด้วยดีมั้ยครับ ซัก 15% ของเงินลงทุน และซื้อแบบเป็นก้อนแบบพอร์ตสาธิตของพี่ดี หรือว่าแบบ DCA ดีครับ

    ถามยาวหน่อย เพราะว่ากำลังจะวางแนวทางของตนเอง และคงจะไม่เปลี่ยนในระยะยาวครับ ขอบคุณครับ

    1. พอร์ต active ขผงผม จะคิดว่า ต้องการมีหุ้นในพอร์ตประมาณ 5 ตัว ถ้าเจอครบแล้ว และราคาไม่แพง ก็ซื้อไปเลย แต่ถ้ายังแพงอยู่ ก็ต้องซื้อแค่บางส่วนที่ซ์ื้อได้ ที่เหลือถือเป็นเงินสดไว้ก่อน การซื้อทั้งก้อนจะรีบร้อนไม่ได้ เพราะว่าถ้าผิดราคาจะเสียหายมากได้ครับ

      พอร์ต active ถ้ามีเงินใหม่มาอีก ก็คงถือสะสมเงินสดไว้ก่อนครับ

      ถ้าจะซื้อเป็น index fund ผมแนะนำให้ทำเป็นแบบ asset allocation & rebalancing ครับ ถ้าจะใช้ DCA ผมแนะนำ 7thLTG มากกว่า

  6. อยากทราบว่าเมื่อไหร่ถึงจะถอดใจขายหุ้นวัฐจักรอ่ะคับ (สำหรับกรณีที่เข้าไปเก็งว่าจะพบกับขาขึ้น แต่ขาขึ้นยังไม่มาเสียที ) อย่างนี้เราควรทำอย่างไรดีคับ

    1. แนว Turnaround หรือ Cyclical ต้องมองเห็น ตัวที่จะมา Trigger ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก่อน ค่อยเข้าไปซื้อ ถ้าหากเข้าไปก่อนโดยหวังว่าสักวันจะเกิดการ Trigger บางทีต้องรอนานมากไม่คุ้มครับ

      ตอนเข้า Trigger คืออะไร ถ้า Trigger นั้นยังมีโอกาสเกิดขึ้นสูงอยู่ ก็ควรจะทนถือต่อไป ไม่ว่าราคาหุ้นจะวิ่งไปทางไหน แต่เมื่อใดที่ Trigger นั้นหมดอนาคตแล้ว ก็คงต้องตัดขาดทุนครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*