4: 0008: วิธีป้องกันการเจ๊งหุ้น

อยากมีวิธี save ตัวเองจากการเจ๊งหุ้นมั้ยครับ ผมมีวิธีง่ายๆ ที่จะแนะนำ วิธีนี้มีกฏอยู่แค่ 2 ข้อ คือ
1. ห้ามซื้อหุ้นที่ราคาหุ้นเกินพื้นฐานระยะยาวอย่างเด็ดขาด
2. พยายามมีหุ้นให้เต็มพอร์ตตลอดเวลา โดยไม่ให้ขัดกับกฎข้อแรก

ตอนที่ NASDAQ วิ่งขึ้นติดต่อกันนาน 8 ปี ใครบ้างจะอดใจไหวที่จะไม่ซื้ออะไรเลย 8 ปี แรกๆ ก็จะบ่นว่าพีอี 50 เท่าแพง แต่พอสามสี่ปีต่อมาหุ้นก็ยังวิ่งขึ้นไปอีก คราวนี้ก็จะเริ่มบอกว่าพีอี 70 เท่าไม่แพง ในที่สุดเมื่อ market correction (ฟองสบู่แตก) คุณก็จะเจ๊งหุ้น เพราะคุณได้ซื้อหุ้นมาในต้นทุนที่สูงกว่าพื้นฐานระยะยาว

คุณอาจจะเถียงว่า “ไม่เป็นไร ราคาพื้นฐานไม่สำคัญ ผมอาศัยการเข้าเร็วออกเร็ว” แต่ในความเป็นจริง ถ้าคุณเข้าเร็วออกเร็ว คุณก็จะได้กำไรน้อยมาก สุดท้ายแล้วถ้าราคาหุ้นยังวิ่งต่อ คุณก็จะทนไม่ไหวกลับเข้าไปซื้อใหม่อีก 

การเทรดบ่อยๆ เป็นความเสี่ยงที่มองไม่เห็น เพราะหุ้นในพอร์ตของคนที่เทรดบ่อยๆ หุ้นจะมีต้นทุนที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อเกิด market crash ขึ้น พอร์ตจะถูกกระทบอย่างเต็มที่ ในขณะที่คนที่ไม่ได้ซื้อบ่อยๆ จะมีเฉพาะหุ้นบางตัวที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ เท่านั้นที่มีต้นทุนใกล้กับราคาตลาด พอร์ตจึงกระทบน้อยกว่า เพราะตัวทีซื้อมานานแล้วจะยังกำไรอยู่ 

แต่ช่วง 8 ปีที่ NASDAQ วิ่งนั้น นักลงทุนอย่าง วอเรนบัฟเฟต รอดตายเพราะแกไม่ได้ซื้ออะไรใหม่อย่างมีนัยสำคัญเลยตลอด 8 ปี ความยึดมั่นในกฎข้อที่ 1 ทำให้แกรอดตาย

แต่การทำอย่างนั้นก็คงทำให้เสียโอกาสใช่ไหมครับ เพราะถ้าตลาดเป็นฟองสบู่นาน 8 ปี การไม่ซื้ออะไรเลยเป็นเวลา 8 ปี พอร์ตจะมีผลตอบแทนเป็น 0

ด้วยเหตุนี้คุณจึงต้องทำกฏข้อที่ 2 ด้วย คือ มีหุ้นให้เต็มพอร์ตตลอดเวลา เพราะถ้าตลาดเป็นฟองสบู่ แล้วคุณไม่ซื้ออะไรเลย พอร์ตของคุณก็ยังสร้างผลงานให้คุณได้เพราะคุณมีหุ้นเต็มพอร์ตอยู่ พวกมันจะวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ตามตลาดโดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเลย การขายออกแล้วซื้อตัวใหม่อันตรายกว่าเพราะทำให้คุณต้องรับต้นทุนใหม่ ส่วนการ take profit โดยไม่กลับเข้าไปซื้อใหม่ก็ไม่ดีเหมือนกันเพราะคุณต้องมาถือเงินสดเอาไว้แทนทำให้ได้ผลตอบแทนน้อย การถือหุ้นเต็มพอร์ตไว้เฉยๆ จึงดีที่สุด 

จำไว้ว่าในระยะยาวหุ้นจะขึ้นได้แค่เท่ากับอัตราการเติบโตของกำไรของมันเท่านั้น (โดยเฉลี่ย) ถ้าหุ้นขึ้นไปมากๆ ในระยะสั้นเพราะภาวะตลาด สุดท้ายแล้วพวกมันจะต้องกลับลงมาใหม่ เพื่อให้ในระยะยาวมันขึ้นได้เท่ากับอัตราการเติบโตของกำไรของมันเอง ดังนั้นการถือหุ้นตัวเดิมไว้นานๆ โดยไม่เปลี่ยนตัวไปมาไม่ได้ทำให้รวยช้าหรอกครับ   

16 thoughts on “4: 0008: วิธีป้องกันการเจ๊งหุ้น”

  1. ผมไม่เข้าใจเรื่องหุ้นเลย เพราะเรียนมาคนละทาง
    ยังสงสัยอยู่ว่าเวลาเค้ารายงานข่าวว่า "ปริมาณการซื้อขายลดลง 4.5 จุด" ไอ้ค่าที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเป็นจุดนี่มันสำคัญอย่างไรเหรอครับ แล้วตัวเลขที่ได้มาคิดยังไงถึงจะออกมาเป็นตัวนี้
    ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเลขนี้มันคืออะไร และสำคัญขนาดไหนถึงต้องรายงานข่าวให้ทราบทุกที

  2. เรียนคุณ enemy222

    เป็นเหมือนราคาเฉลี่ยของหุ้นทุกตัวในตลาดครับ ถ้าลดลงก็แสดงว่าวันนั้นราคาหุ้นในตลาดโดยเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับวันก่อน

    วันแรกที่เปิดตลาดตัวเลขตัวนี้มีค่าเท่ากับ 100.00 เมื่อ 30 ปีก่อนครับ แล้วราคาหุ้นมันขึ้นมาเรื่อยๆ จนเดียวนี้ 700 กว่า แล้ว ก็คือเพิ่มขึ้นมา 7 เท่าตัวเมื่อเทียบกับ 30 ปีก่อน

  3. คุณสุมาอี้ครับ

    ถ้าอย่างงั้น การที่เราซื้อหุ้นโดยใช้วิธี DCA ก็จะทำให้มีต้นทุนที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดอยู่ตลอดเวลาใช้หรือเปล่าครับ???? แล้วจะทำให้เราเจ๊งหุ้นหรือเปล่าครับ แล้วมีคำแนะนำอย่างไรสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินลงทุนเป็นเดือนๆๆ บ้างครับ

  4. ห้ามซื้อหุ้นที่ราคาหุ้นเกินพื้นฐานระยะยาวอย่างเด็ดขาด <– อันนี้ดูได้ยังไงครับ ดูจากค่า P/E ที่พวกนักวิเคราะห์คิดให้ดูหรือเปล่าครับ?

  5. อ่านแล้วงงๆครับ…
    ในระยะยาวหุ้นจะขึ้นได้แค่เท่ากับอัตราการเติบโตของกำไรของมันเท่านั้น (โดยเฉลี่ย) ถ้าหุ้นขึ้นไปมากๆ ในระยะสั้นเพราะภาวะตลาด สุดท้ายแล้วพวกมันจะต้องกลับลงมาใหม่ เพื่อให้ในระยะยาวมันขึ้นได้เท่ากับอัตราการเติบโตของกำไรของมันเอง—– แล้วมันไม่เป็นการเสียเวลาหรือครับที่จะรอให้มันกลับขึ้นไปที่จุดสูงสุดเดิมอีกครั้ง—–ดังนั้นการถือหุ้นตัวเดิมไว้นานๆ โดยไม่เปลี่ยนตัวไปมาไม่ได้ทำให้รวยช้าหรอกครับ—–ถ้าเราขายในราคาที่มันขึ้นไปมากๆแล้วไปซี้อตัวอื่น พี่สุมาอี้คิดเห็นว่ายังไง
    ไม่ทราบว่าผมเข้าถูกหรือเปล่า ถ้าเข้าใจผิดยังไงพี่ช่วยแนะนำด้วย มือใหม่ครับ

  6. คนจำนวนมากมาลงทุนกับตลาดหุ้น เพราะเชื่อว่าจะรวยเร็วกว่าวิธีอื่น เริ่มแรกคงตั้งใจว่าจะรอคอยซื้อหุ้นพื้นฐานดีในราคาถูกในช่วงวิกฤต เพราะปลอดภัย ดูดี มีหลักการ แต่เมื่อเห็นฟองสบู่ ราคาหุ้นที่ขึ้นเอาๆ ในช่วงแรกก็ยังอดใจได้ เชื่อในการรอคอยแบบ VI แต่ราคาหุ้นก็ยังขึ้นไม่หยุด. สุดท้าย ความอยากรวยเร็วอันเป็นเจตนารมณ์ที่เข้ามาในตลาดหุ้น ประกอบกับ Limbic ครอบงำ(ขณะดูกราฟขาขึ้น) รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นซื้อแพง (เพื่อขายตอนแพงกว่า)ไปเรียบร้อยแล้ว
    การที่บัฟเฟต สามารถ รอคอย นานถึง 8 ปี ในช่วงที่ราคาหุ้นขึ้นเอาๆ เป็นสิ่งที่ยากมากจริงๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*