TUF : ชีวิตหลัง M&A

ถ้าอยากเห็นภาพธุรกิจของหุ้นตัวนี้แบบเร็วๆ  สิ่งที่ควรมองดูเป็นอันดับแรกเลยก็คือ break down revenue ของมันครับ

บริษัทนี้ขายทูน่าประมาณครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งคือกุ้ง ซาดีน แซลมอล และอื่นๆ รวมกัน โดยเป็น Global Company ที่มีการกระจายรายได้ในแง่ภูมิภาคที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบมาก เพราะขายอเมริกา 1/3 ยุโรป 1/3 และที่เหลืออีก 1/3 เมื่อก่อนนี้ขายแบบ OEM เป็นหลัก แต่หลังจาก M&A ครั้งใหญ่ก็กลายเป็นบริษัทที่ขาย OEM 60% อีก 40% เป็นสินค้าที่เป็นแบรนด์ของตัวเอง

ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปเป็นธุรกิจที่มีความเป็น Global สูงมากครับ เพราะสามารถหาวัตถุดิบจากทั่วโลก มาป้อนโรงงานผลิตที่อยู่ในประเทศๆ เดียว แล้วส่งกลับออกไปขายทั้งโลกได้เลย เพราะ Economics ของมัน support ให้ทำแบบนั้นได้ครับ (ค่าขนส่งไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับราคาสินค้า สินค้าเก็บได้นาน ฯลฯ) และจะว่าไปแล้ว ตอนนี้ประเทศไทยก็เป็นฐานการผลิตอาหารทะเลแปรรูปอันดับหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้

แต่สิ่งที่มาเป็นอุปสรรคก็คือ กำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหภาพยุโรป ที่เก็บภาษีสูงมาก ทำให้อาหารทะเลกระป๋องนำเข้าเข้ามาแข็งกับผู้ผลิตในยุโรปไม่ได้ และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ TUF ใช้วิธี M&A ซื้อกิจการอาหารกระป๋องในยุโรปซะเลย เพื่อให้เข้าสู่ตลาดนี้ได้แบบเต็มตัว แบรนด์ส่วนใหญ่ที่ TUF เข้าซื้อในยุโรปเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในตลาดด้วย

ในอเมริกันนั้นก็มีมาตรการกีดกันเหมือนกัน แต่ว่าภาษียังไม่สูงเท่า ทำให้อาหารกระป๋องนำเข้ายังพอเข้ามาแข่งขันได้ แต่ TUF ก็ใช้วิธีซื้อกิจการเพื่อให้ได้แบรนด์ใน US ด้วยเหมือนกัน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรต่างกับกรณีของยุโรป เพราะแบรนด์ที่เข้าซื้อใน US นั้นไม่แข็งเท่าไร และการแข่งขันโดยสินค้านำเข้าใน US ยังรุนแรงกว่าด้วย เพราะมาตรการกีดกันไม่หนักเท่ากับยุโรป

ความเสี่ยงของธุรกิจนี้ในแง่วัตถุดิบนั้นมีอยู่เสมอ เช่น ราคาวัตถุดิบที่ผันผวน เพราะเป็นสินค้าเกษตร บ่อยครั้งก็เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ รวมไปถึงปัญหาเรื่องโจรสลัดจับลูกเรือไปเป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่ แต่ที่ผ่านมา ปัญหาเหล่านี้มักเป็นปัญหาชั่วคราวทั้งสิ้น คือถ้าโผล่มาที กำไรของบริษัทก็จะลดลงไป 1-2 ไตรมาส จากนั้นก็กลับสู่ภาวะปกติ ไม่ค่อยเป็นปัญหาที่สร้างปัญหาให้กับบริษัทแบบเรื้อรัง อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ยาก นักลงทุนระยะยาวจึงควร ignore ปัจจัยเสี่ยงพวกนี้ไปเลยจะง่ายที่สุด อย่าไป panic มาก

ส่วนปัญหาทูน่าใกล้สูญพันธ์นั้น ที่จริงแล้วเป็นคนละพันธ์กับที่ใช้ทำอาหารกระป๋อง อุตสาหกรรมที่น่าจะกระทบจริงๆ น่าจะเป็นพวกธุรกิจปลาดิบ ซึ่งใช้ทูน่าตัวใหญ่ๆ เป็นหลัก ส่วนกุ้งนั้นส่วนใหญ่ปัจจุบันนี้เป็นการเลี้ยงในฟาร์มในประเทศเป็นหลัก ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ ข่าวร้ายเกี่ยวกับกุ้งน่าจะได้แก่ การที่ไทยจะหมด GSP กุ้งในตลาดยุโรปภายในปี 2557 แต่ TUF มีรายได้จากการส่งกุ้งไปยุโรปแค่ 2% ของรายได้รวมเท่านั้น หุ้นที่่น่าจะกระทบโดยตรงมากกว่าคือ CFRESH ซึ่งส่งออกกุ้งเป็นรายได้หลัก

อาหารทะเลกระป๋องนั้นเป็นอาหารที่ค่อนข้างเหมาะกับยุคสมัยใหม่ เพราะไขมันน้อย มีโอมาก้าสาม และยังบรรจุอยู่ในรูปที่เหมาะกับคนที่อยู่ในคอนโด ดังนั้น ธุรกิจของ TUF จึงไม่น่ามีปัญหาถ้าจะเติบโตให้ได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นของที่คนเราคุ้นเคยกันมานานมากๆ แล้ว ทำให้คงไม่ถึงกับเติบโตแบบก้าวกระโดดได้เช่นกัน น่าจะเป็นการค่อยๆ โตไปเรื่อยๆ หลังจากนี้ ไป (แบรนด์ยุโรปอันดับหนึ่งก็ซื้อไปแล้ว ในอเมริกาเจ้าตลาดเค้าคงไม่คิดจะขาย ฉะนั้นการเติบโตเยอะๆ ด้วย M&A หลังจากนี้อาจทำไม่ได้เยอะ) ส่วน AEC นั้น เป็นโอกาสของ TUF ในเรื่องการนำแบรนด์ฟิชโช่และซีเล็คทูน่าเข้าไปเปิดตลาด เป็นหลัก เพราะแบรนด์ไทยน่าจะพอเข้าตลาด AEC ได้ ส่วนในตลาดโลกนั้น การเจาะแบรนด์เพิ่มไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะการยอมรับแบรนด์จากประเทศไทยไม่ใช่ของง่าย คงอาศัยการเติบโตด้วย OEM และออกานิคของแบรนด์เดิมที่ได้ซื้อมาควบคู่กันไป ตลาด OEM ยังมีความจำเป็นอยู่แม้กำไรจะต่ำกว่าหาก TUF ยังต้องการครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง

รวมๆ แล้ว TUF น่าจะยังเป็นหุ้นที่พอจะเติบโตไปเรื่อยๆ ได้ในระยะยาว เพราะพอจะเข้ากันได้กับเมกะเทรนด์ แต่คงไม่ใช่อัตราการเติบโตที่สูงมากนัก เพราะธุรกิจการผลิต ถ้าจะให้โตแบบออกานิคอย่างเดียว จะเป็นธุรกิจที่โตเร็วๆ ได้ยาก เพราะมัน capital intensive มาก

ส่วนความผันผวนของกำไรระหว่างปีก็คงมีอยู่เรื่อยๆ เพราะปัจจัยทางธรรมชาติ ซึ่งคาดการณ์ล่วงหน้าได้ยากมากด้วย แต่มีข้อดีคือปัจจัยเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่เรื้อรัง (ถ้าปีไหนมี ก็จะแย่หน่อย แต่ว่าจะไม่แย่ข้ามปี พอปัจจัยหายไป ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิมได้) ธุรกิจโรงงานส่วนใหญ่จะมี cycle ของมัน คือ ลงทุน CAPEX ใหญ่ๆ สักปีหนึ่ง แล้วก็โตไปเรื่อยๆ สักสี่ห้าปี ก่อนที่จะต้องลงทุน CAPEX ใหญ่อีกครั้ง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรอบใหม่ ซึ่ง TUF ก็กำลังอยู่ในช่วงที่จะลง CAPEX เพ่ิมพอดีในปีหน้า จึงอาจเป็นสิ่งที่กดดันกำไร (ค่าเสื่อมสูงขึ้น) แต่หลังจากนั้นไปก็น่าจะเป็นรอบของการ utilize กำลังการผลิตต่อไปได้อีกหลายปีโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มแบบมีนัยสำคัญ จึงเป็นตัวที่ไปได้เรื่อยๆ แต่ไม่หวือหวา ถ้าหากราคาร่วงลงมาเพราะมีปัจจัยลบระยะสั้นมากระทบก็จะเป็นโอกาสที่น่าสนใจเสมอครับ

179: กำไรรวม บจ.ไตรมาส 3

ไตรมาส 3 น่าจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีของปีนี้ เพราะไตรมาส 2 มีพลังงานและปิโตรเคมีที่ขาดทุนสต็อกกันเยอะ (one-time) ส่วนไตรมาส 4 ปีที่แล้วฐานต่ำมาก เพราะน้ำท่วม

ผลปรากฎว่า บจ.ใน SET มีกำไรสุทธิรวมกัน สูงขึ้น +35% yoy ส่วนรายได้นั้นก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ที่ +8.7%

ปี (หน่วย:พันล้านบาท) 2554-> 2555
รายได้ 2, 347 2, 551
กำไรสุทธิ 160 216

(จำนวนบริษัทใน SET ที่ส่งงบ ปี 54 vs ปี 55 คือ 472 vs. 478 บริษัท)

178: คุยกันเรื่องจิตวิทยาหุ้น ตอนที่ 1

นักลงทุนในตลาดหุ้นจะได้เปรียบคนอื่นอยู่สามวิธีเท่านั้น หนึ่งคือข้อมูล สองคือวิสัยทัศน์ และสามคือจิตใจ ผมว่าอันหลังสุดเป็นอะไรที่ ทั้งง่ายที่สุดและยากที่สุดในเวลาเดียวกัน

มันง่ายเพราะมันไม่เกินศักยภาพที่ทุกคนจะฝึกให้เก่งกว่าคนอื่นได้ (ไม่มีภาษาอังกฤษหรือความรู้บัญชีเป็นกำแพง ฯลฯ)

แต่ที่มันยากคือ มันเป็นอะไรที่ลึกๆ อยู่ข้างในจิตใจ บางคนมีความรู้ท่วมหัว แต่ก็ไม่ช่วยอะไรเลย  เพราะตกอยู่ใต้อิทธิพลของอารมณ์โดยที่ไม่เคยรู้ตัวเองเลย

ต่อไปนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่มาจากทฤษฎีอะไรที่ไหน แต่มาจากการสังเกตของผมเองตั้งแต่เริ่มต้นลงทุนมาและคิดว่าน่าจะนำมาแชร์ให้กับคนอื่นได้

ผมว่าแนวคิดที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับจิตวิทยาหุ้นก็คือ  การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะส่งผลต่อความคิดของเราเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นในแง่ปัจจัยพื้นฐานเสมอ” และอิทธิพลนี้มันรุนแรงมากๆ แทบไม่มีใครไม่ได้รับอิทธิพลนี้เลย แค่มากหรือน้อย หรือรู้ตัวได้มากแค่ไหนเท่านั้น

ถ้าลองคิดถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของนักลงทุนทั้งหลายในตลาดหุ้น เราจะพบว่า เกือบทุกพฤติกรรมล้วนมาหลักการนี้ทั้งสิ้น พูดง่ายๆ ก็คือ มันคือบทสรุปของเรื่องจิตวิทยาการลงทุนเลยก็ว่าได้ (IMHO)

ตัวอย่างแรกที่ง่ายที่สุด คุณเคยสงสัยหรือไม่ครับว่า ทำไมตอนหุ้นไทยวิ่งไป 1700 จุด ก่อนต้มยำกุ้ง แล้วหล่นกลับลงมาจนเหลือแค่ 200 จุดนั้น ทำไมถึงไม่มีใครรอดชีิวิตเลย ในเมื่อตอนที่หุ้นมันขึ้นไปถึง 1700 พีอีมันตั้ง 31 เท่า ไม่ต้องเก่งมากก็รู้แล้วว่าหุ้นมันแพงมากๆ ถ้าหุ้นมันเริ่มไหลลงมามากๆ ทำไมถึงไม่ขายออกมาให้หมดซะเลย ดูแล้วการรอดจากวิกฤตไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก ทำไมไม่มีใครทำ?

นั่นเป็นมุมมองของคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง กล่าวคือ เป็นคนรุ่นหลังที่รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น แล้วจึงค่อยมองย้อนกลับไป แบบนี้ทุกอย่างจะดูง่ายไปหมดครับ (aka hindsight bias)

แต่ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้โดยสารเรือไททานิคลำนั้น ในช่วงสามเดืือนสุดท้ายที่ SET วิ่งขึ้นอย่างเดียวไปจนถึง 1700 จุด มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่ความเห็นของเราเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของหุ้นจะยังไม่ได้อิทธิพลใดๆ เลยจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนี้ หุ้นที่ขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างแข็งแกร่งมันจะดูเหมือนขึ้นไปโดยไม่มีวันสิ้นสุด และเราจะไม่ได้รู้ก่อนด้วยว่า สุดท้ายแล้วมันจะไปหยุดที่ 17xx จุด ดังนั้น ถ้าคุณคิดว่าที่ 1100 หุ้นก็แพงแบบบ้าๆ แล้วและขายทิ้ง สักพักคุณก็จะพบว่า มันขึ้นต่อไปอีกเป็นหลายร้อยจุด ทั้งๆ ที่มันแพงมากอยู่แล้ว ตอนแรก คุณอาจจะยังดื้อก่อน เพราะคุณไม่ยอมรับว่าคุณขายหมู คุณอาจสาบแช่งตลาดหุ้นว่าไม่มีเหตุผล แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก หากหุ้นขึ้นไปพักตัวอยู่แถวๆ 1300 (สมมติ) และอยู่นิ่งๆ แบบนั้นนานๆ (เช่นสักสองเดือน) ตอนนี้คุณจะเริ่มเปลี่ยนจุดยืนโดยไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าหุ้นมันพักตัวอยู่แถวๆ 1300 ได้นานมาก เช่น เป็นปี คุณจะเริ่มรู้สึกไปเองว่า 1300 ไม่ได้น่ากลัว (ทั้งที่ตอน 1100 ที่คุณด่าว่ามันแพงมาก) ตอนนี้คุณทนถือเงินสดมานานมากแล้ว คุณจึงรู้สึกทนไม่ไหวและจะกลับเข้าไปซื้อหุ้นที่ 1300 ซึ่งแพงกว่าเดิม โดยจะหาเหตุผลร้อยแปดที่ฟังดูดีมาอธิบายการใช้อารมณ์อันนี้ของเรา ในที่สุดคุณก็กลับเข้ามาเต็มตัวจนได้ ทีนี้นึกออกมั้ยครับว่าทำไมเวลาตลาดหุ้น crash คนส่วนใหญ่ถึงไม่รอด

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าหุ้นจะราคาเท่าไรนั้น เราสามารถ “รู้สึก” ว่ามันถูกหรือแพงได้เสมอ อันเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงก่อนหน้า (การวิ่งขึ้น การวิ่งลง และการอยู่นิ่งๆ นานๆ) ที่ส่งอิทธิพลต่อความคิดของเราแบบไม่รู้ตัว

ในทางตรงกันข้ามก็เป็นแบบเดียวกันด้วย ถ้าหุ้นวิ่งต่อจาก 1300 ไปถึง 1700 ทุกคนก็จะบอกว่ามันแพงไปมากอีกแล้ว แต่ถ้าตอนนี้มันบังเอิญปรับฐานแบบไม่คาดคิด ทำให้ถอยกลับลงมาเหลือแค่ 1600 เชื่อมั้ยครับว่า จะเริ่มมีคนออกมาพูดว่า ตอนนี้หุ้นถูกมากแล้ว!!! (ที่พีอี 29 เท่า) ลงมาตั้ง 100 จุด ถือเป็นโอกาสซื้อ ดังนั้นจงอย่าแปลกใจว่า ทำไมไม่ว่าตลาดหุ้นจะแพงขนาดไหน ก็ยังมีคนคิดว่ามันถูกอยู่ได้เสมอ

ถ้าบางคนโชคดียังไม่กลับกลับเข้าช้อนซื้อตอน 1600 ก็อย่าเพิ่งดีใจว่าจะรอดจากวิกฤต เพราะพอหุ้นมันหลุดจาก 1600 ลงมาเหลือแค่ 1500 (ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน) แล้วก็ลงต่อไปที่ 1400 แล้วก็ 1300 คนที่เคยใจแข็งๆ ไม่รีบเข้าไปรับก็จะเร่ิมทนไม่ไหวที่เห็นมันถูกลงมาตั้ง 400 จุดแล้ว (สังเกตว่าไม่ใช่เพราะ 1300 เป็นราคาที่ถูกหรอกครับ แต่เป็นเพราะมันต่ำกว่า 1700 ถึง 400 จุดเท่านั้นเอง) อารมณ์ที่กลัวว่ามันจะเด้งขึ้นไปก่อนแล้วเก็บไม่ทันเลยจะทำให้คุณต้องกลับเข้าไปใหม่ แล้วสุดท้ายมันก็ลงต่อไปอีกเหลือแค่ 200 ทำให้ไม่มีใครรอดได้อีก เพราะต่อให้ขายหนีออกมาก่อนที่จุดไหนจุดหนึ่ง สุดท้ายแล้วก็ทนไม่ไหวต้องกลับเข้าไปใหม่ที่จุดใดจุดหนึ่งให้เจ็บปวดได้อีกอยู่ดี

บางคนเชื่อว่า ถ้าจะรอดจากวิกฤตต้องเล่นสั้นๆ แต่ถ้าคุณพิจารณาจากที่ผมเล่าให้ฟังไป คุณจะเห็นได้ว่า ต่อให้เป็นคนเล่นสั้นก็ไม่รอด เพราะถือสั้นก็กลับเข้าไปใหม่แล้วเจ๊งได้เหมือนกันได้ คนที่จะรอดจากวิกฤตได้อาจจะต้องมีอะไรบางอย่างที่แจ๋วยิ่งกว่าการถือสั้น ที่จริงนักลงทุนไทยสมัยก่อนนั้น 99% ก็เป็นพวกถือสั้นอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีคนไหนรอดตายจากวิกฤตนี้ได้เลย

หุ้นอีกตัวที่น่าพูดถึงเป็นตัวอย่างได้ดี คือ ATC (สมัยนี้ คือส่วนหนึ่งของหุ้น PTTGC) หลังวิกฤตต้มยำกุ้งหุ้นตัวนี้มีราคาเหลือแค่ 3 บาท แต่พอหุ้นตัวนี้ฟื้น มันก็ถีบตัวขึ้นไปเรื่อยๆ จนกลายเป็น 70 บาท ในเวลาแค่ 1-2 ปี (ถ้าจำไม่ผิด) ถ้าฟังแบบผิวเผินคุณคงจะคิดว่า บรรดาผู้ถือหุ้น ATC คงจะรวยไปเลยนะครับ เพราะขึ้นมาตั้ง 20 กว่าเด้ง แต่ว่าเชื่อขนมกินได้เลยครับว่า ในสถานการณ์แบบนั้น แทบไม่มีใครได้กำไร 20 กว่าเด้งจากหุ้น ATC หรอกครับ เหตุผลก็คือว่า ถ้าคุณเคยถือ ATC มานานหลายปีที่ราคา 3 บาท แบบไม่ไปไหนเลย ถ้าอยู่ดีๆ มันวิ่งไป 3.50 บาท ภายในหนึ่งสัปดาห์ คุณก็คงลงแดงตายแล้วถ้าจะไม่รีบขายทำกำไร (ติดคุกมาตั้งนาน) หรือถ้าคุณใจแข็งจริงๆ ผมต่อให้คุณทนจนถึง 6 บาทเลยอ่ะ ถ้าถึงหกบาทแล้วคนที่ถือมาตลอดยังใจแข็งไม่ขายให้หมดพอร์ตก็ถือว่าเก่งมากๆ แล้ว บอกได้เลยว่า ตลอดทางที่มันขึ้นจาก 3 บาท  ไป 70 บาทนั้น มีนักลงทุนมากหน้าหลายตาผลัดกันเข้ามาได้กำไรกันไปคนละนิดคนละหน่อย แต่คนที่จะได้กำไรจาก 3 บาทไปจนถึง 70 บาทนั้นเลย แทบไม่มีเลยครับ เหตุผลหลักมาจากเรื่องเดียวคือ การขึ้นลงของราคาส่งผลต่อความรู้สึกเกี่ยวกับมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นของเรามากกว่าอย่างอื่น ต่อให้คุณทำ Valuation ไว้ที่ 40 บาท แต่ถ้ามันขึ้นจาก 3 มาสัก 10 บาท คุณก็ขาสั่นมากแล้ว ถ้าไม่รีบขายทิ้งให้หมดคงช็อคตายก่อน มันยากมากๆๆๆๆ ครับที่จะบอกตัวเองว่า 10 บาทก็ยังไม่แพง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ต่อให้คุณเลือกหุ้นถูกตัว เป็นตัว 20 เด้ง แต่คุณก็อาจไม่ได้กำไร 20 เด้งเสมอไป เพราะคุณคงรีบขายทิ้งก่อนตรงไหนสักจุด บางคนอาจจะขายหมดตั้งแต่เมื่อมันขึ้นมาวันแรกได้กำไรไปแค่ 5-10% เท่านั้น (แทนที่ควรจะได้ 2300% แค่ถือไว้) ผลตอบแทนของพอร์ตจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกหุ้นถูกตัวมากอย่างที่คุณเชื่อ แต่ขึ้นกับพฤติกรรมการเทรดหุ้นของแต่ละคนไม่น้อยเลยทีเดียว และพฤติกรรมการเทรดหุ้นก็เป็นเรื่องของอารมณ์ที่แก้ไขยากมากๆ ฆ่ากันให้ตายไปเลยยังง่ายกว่า

ที่สอนเราได้เยอะยิ่งกว่านั้นก็คือตอนขาที่ ATC มันกลับลงมาใหม่ คุณเชื่อมั้ยครับว่า ตอนที่มันวิ่งจาก 70 กลับลงมาเหลือแค่ 50 นั้น มีคนออกชี้ว่ามันถูกมาก เต็มตลาดไปหมด ทั้งที่ตอนที่มันขึ้นมาจาก 3 ไป 10 บาท มีแต่คนบอกว่า 10 บาทแพงมากๆๆๆๆๆ แต่ทำไมถึงมีคนจำนวนมากบอกว่า 50 บาทเป็นราคาที่ถูกๆๆๆ เหลือเกินได้ ลองคิดๆ กันดูเองนะครับ ทำไม 10 บาทถึงบอกว่าแพงมาก แต่ 50 บาทกลับบอกว่าถูกมากได้ เราใช้อะไรกันแน่ในการบอกว่าหุ้นถูกหรือแพง? แต่ที่แน่ๆ หลังจากนั้นมันก็หล่นฮวบลงไปอีก จำไม่ได้แน่ว่าเท่าไร แต่คล้ายๆ ว่าจะเหลืออยู่แถวๆ 26 บาทก่อนที่จะถูกควบรวมกลายเป็น PTTAR ก่อนจะเป็นส่วนหนึ่งของ PTTGC ในเวลานี้

อาการอย่างที่ว่ามานี้ผมสังเกตว่ามันมีลักษณะแบบเดียวกับราคาน้ำมัน สมัยก่อนราคาน้ำมันอยู่แถวๆ 12 บาทนิ่งๆ ติดต่อกันมาสิบปี พอมันพุ่งพรวดเดียวเป็น 17 บาท ทุกคนรู้สึกว่ามันแพงมาก บอกว่าราคานี้คงดำรงชีวิตอยู่กันไม่ได้แน่ๆ บางคนซื้อน้ำมันมาตุนเก็บไว้ในบ้านกลัวมันจะแพงขึ้นไปอีก แต่พอราคามันขึ้นไปยืนอยู่แถว 30-40 บาทสักพักใหญ่ๆ ตอนนี้ไม่มีใครบ่นเวลาเติมน้ำมันแล้ว ทั้งที่มันแพงกว่า 17 บาทเป็นเท่าตัว

ที่เล่ามาทั้งหมดนี่เรายังไม่ได้พูดถึงเลยนะครับว่า Valuation จริงๆ ของ ATC ควรจะเป็นกี่บาท บาทเดียว สามบาท สิบบาท เจ็ดสิบ หรือว่าร้อยบาท เพราะไม่ว่าคุณจะทำ Valuation หรือไม่ ความรู้สึกว่าหุ้นถูกหรือแพงของคุณก็ยังได้รับอิทธิพลจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเช่นนี้อยู่ดี สำหรับตอนที่ 1 นี้ของเล่าแค่นี้ก่อน คราวหน้าจะขอมาเล่าต่อว่าในกรณีที่เรามีการทำ Valuation ร่วมด้วย จิตวิทยานี้จะเข้ามาทำให้ Valuation ของเรา Bias ได้อย่างไร