436: การเงินส่วนบุคคล ทฤษฏีกับชีวิตจริง

ทฤษฏีการเงินส่วนบุคคลสอนว่า คนเริ่มต้นทำงานอย่ารีบผ่อนรถยนต์ ให้ออมเงินให้ได้มากที่สุดก่อน แล้วเอาเงินออมมาซื้อรถยนต์ หรืออย่างน้อยถ้าซื้อไม่ได้ทั้งหมด ก็ซื้อเงินสดส่วนหนึ่ง ผ่อนให้น้อยที่สุด รถยนต์ถอยมาวันแรกราคาก็ตกทันที และเป็นสิ่งที่สุดท้ายแล้วกลายเป็นแค่ซาก

นอกเหนือไปจากกรณีที่บางคนจำเป็นต้องมีรถยนต์ในการดำรงชีวิตจริงๆ และในกรณีที่บางคนต้องซื้อรถยนต์เพื่อช่วยหารายได้ เช่น ทำงานเป็นเซลล์ เป็นต้น ซึ่งเป็นเหตุผลเฉพาะรายบุคคล แต่ก็มีเหตุผลอย่างอื่นที่ทำให้คำแนะนำนี้อาจไม่ใช่คำแนะนำที่ดีเสมอไปด้วย

จำได้ว่า ตอนผมเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ (นานมาแล้ว แต่ไม่อยากบอกว่ากี่ปี เพราะนานมาก อิอิ) รถญี่ปุ่นระดับ Entry-level ราคาคันละประมาณ 4-5 แสนบาท แต่สมัยนี้ราคากระโดดไป 7 แสนบาทแล้ว (ขออนุญาตไม่เปรียบเทียบกับ eco-car เนื่องจาก ของไม่เหมือนกัน และสมัยก่อนยังไม่มี) เหตุผลส่วนหนึ่งเกิดจากภาษีสรรพาสามิตรถยนต์ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ แต่นั่นก็ยังไม่สามารถอธิบายราคาส่วนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด ตัวรถยนต์เองก็แพงขึ้นด้วย แตกต่างจากราคาสินค้าส่วนใหญ่ที่ยิ่งเทคโนโลยีสูงขึ้น ราคามักจะถูกลง ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมต้นทุนการผลิตรถยนต์จึงไม่ได้ถูกลง ทั้งที่ราคาเหล็กก็ตกต่ำมานานหลายปี

ในทางตรงกันข้าม ในช่วงที่ผ่านมา ดอกเบี้ยกลับตกต่ำ ทำให้อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อรถยนต์ไม่ได้แพงมากนัก ถ้าหากพิจารณาถึงราคารถยนต์ที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่า อัตราดอกเบี้ยมาก กลับกลายเป็นว่า คนที่ตัดสินใจกู้เงินซื้อรถยนต์ตั้งแต่สิบปีก่อน นอกจากจะได้กำไรจากการได้ใช้แล้ว เทียบกับคนที่ออมเงินไว้ก่อน ซึ่งได้ดอกเบี้ยน้อยมาก ค่อยเอาเงินสดมาซื้อในอีกสิบปีต่อมา ในราคาที่แพงขึ้นเท่ากับหรือมากกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์ คนแรกอาจจะ better off ในทางการเงินมากกว่าซะอีก (โอเคว่า รถที่คนแรกซื้อมาไม่ได้มีราคาเพิ่มขึ้น เพราะกลายเป็นรถมือสอง แต่คนแรกก็ยังได้เปรียบตรงที่มีรถใช้แล้ว ทำให้ไม่จำเป็นต้องควักเงินซื้อรถตอนที่ราคาตลาดแพงขึ้นมาก)

ลองมานั่งคิดดูว่า อะไรทำให้คำแนะนำการเงินส่วนบุคคลนี้ใช้ไม่ได้ค่อยได้ผลในช่วงที่ผ่านมา ก็พบว่า ในช่วงที่ผ่านมามีปัจจัยหลายอย่างที่ผิดปกติไปจากสมมติฐานทางเศรษฐศาสตร์ปกติค่อนข้างมาก

ประการแรก ดัขนีเงินเฟ้อยอดนิยม (CPI) เป็นดัชนีที่สะท้อนความเป็นจริงเกี่ยวกับค่าครองชีพสมัยนี้ได้น้อยลงมาก CPI ของไทยบ่งชี้ว่า ประเทศไทยเงินไม่ได้เฟ้อเลย และถึงขั้นเป็นเงินฟืดด้วยซ้ำ เพราะ CPI วัดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค(ค่ากับข้าว)เป็นหลัก และได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำมากในช่วงหลังๆ ด้วย ในขณะที่สิ่งที่คนสมัยนี้ต้องซื้อเพื่อดำรงชีวิตอาจจะกลายเป็น โทรศัพท์มือถือ รถไฟฟ้า ค่าเรียนพิเศษ ฯลฯ และค่าใช้จ่ายก้อนโตของเราที่ถูกมองข้ามไปคือ ค่าใช้จ่ายซื้อสินทรัพย์ เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา สินค้าอุปโภคมีราคาตกต่ำจริง แต่ราคาสินทรัพย์กลับมีราคาเพิ่มขึ้นทั่วหน้า เรียกได้ว่า เราอยู่ในภาวะ Asset Inflation ทั้งที่ CPI บอกเราว่าเงินฝืด

ในภาวะเงินฝืด เจ้าหนี้จะได้ประโยชน์ เพราะหนี้ส่วนใหญ่กำหนดมูลค่าไว้เป็น norminal (ไม่สนใจเงินเฟ้อ) ถ้าสินค้ามีราคาลดลงเรื่อยๆ เท่ากับว่า เงินจำนวนเท่าเดิมซื้อของได้มากขึ้นในอนาคต การที่เจ้าหนี้ได้รับเงินต้นคืนในอนาคตเท่าเดิม แต่เงินนั้นซื้อของได้มากกว่าเดิม ก็เท่ากับว่า เจ้าหนี้ better off (ลูกหนี้ worse off) ส่วนในภาวะเงินเฟ้อทุกอย่างจะกลับกัน ลูกหนี้เป็นฝ่ายได้ประโยชน์ไป    

แต่ในช่วงที่ผ่านมา CPI ส่งสัญญาณว่าเงินฟืด ทำให้ธนาคารกลางปรับอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลง (เจ้าหนี้ได้ประโยชน์อยู่แล้วก็ไม่ควรคิดดอกเบี้ยลูกหนี้แพง)แต่ในความเป็นจริง สินทรัพย์กลับมีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (Asset Inflation) คนที่ได้ประโยชน์เต็มๆ จึงได้แก่ ลูกหนี้ที่กู้เงินเพื่อไปซื้อสินทรัพย์ เช่น กู้ซื้อรถยนต์ เพราะได้กู้ดอกเบี้ยที่ต่ำ ในขณะที่เอาเงินนั้นไปซื้อรถยนต์ ที่มีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ไม่ต้องควักเงินซื้อรถแพงๆ ในอนาคต เพราะว่าได้ซื้อไว้ตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว)

ในช่วงที่ผ่านมา คนที่ได้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกัน ก็คือบรรดาเจ้าของธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่กู้เงินดอกเบี้ยต่ำๆ มาไล่ซื้อกิจการในตลาดหุ้น ซึ่งเป็นการซื้อสินทรัพย์ ทำให้พวกเขาร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว และง่ายกว่าการทำธุรกิจจริงๆ ที่ภาวะแข่งขันรุนแรง กำไรน้อย เสียอีก เงินทุนที่เอามาซื้อก็กู้มาด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำๆ ต่างจากกลุ่มทุนที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ไม่กู้เงินมาซื้อกิจการ ก็แทบไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากภาวะแบบนี้

ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ได้อยากปลุกใจให้คนก่อหนี้ เพราะเอาเข้าจริงๆ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ในอีกห้าปีข้างหน้า สภาวะแบบนี้จะคงอยู่เหมือนเดิม มันอาจจะไม่ใช่แบบนี้แล้วก็ได้ คนที่ทำตามตำราการเงินส่วนบุคคลเป๊ะอาจกลายเป็นคนที่คิดถูกในอีกห้าปีข้างหน้าแทนก็ได้ไม่มีใครรู้ เพียงแต่อยากชี้ให้เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยต่ำเกินจริง ที่บางคนบอกว่า มีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสียเลยนั้น จริงๆ แล้ว ข้อเสียมันอาจแฝงมาในรูปของระบบการให้รางวัลของสังคมที่บิดเบี้ยว ด้วยการสร้างแรงจูงใจให้คนมีพฤติกรรมแบบหนึ่ง และลงโทษคนที่มีพฤติกรรมอีกแบบหนึ่ง ในขณะที่สังคมอาจต้องการให้คนมีพฤติกรรมอย่างหลังมากขึ้นเพื่อช่วยสร้างความแข็งแรงและความยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่า  

435: แนวคิดของนักลงทุนในตลาดที่พัฒนาแล้ว

ทุกวันนี้ ตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ ล้ำหน้าไปมาก อาจจะเรียกได้ว่า อยู่คนละยุคกับบ้านเรา ประมาณว่า แนวทางที่เรากำลังเริ่มๆ ผลักดันให้นักลงทุนใช้มากขึ้น กลับเป็นแนวทางที่ประเทศเหล่านี้กำลังมีคนใช้น้อยลงเรื่อยๆ เลยก็ว่าได้

อย่างในสายเทรดเดอร์เวลานี้ machine trading แทบจะเรียกได้ว่ากลายเป็นกระแสหลักของตลาดที่พัฒนาแล้วไปแล้วก็ว่าได้ โวลุ่มของตลาดหุ้นนิวยอร์กทุกวันนี้ก็เป็น machine trading มากกว่า 50% ไปแล้ว จะเรียกว่าเป็นของใหม่ก็คงไม่ใช่ แต่พอจะเรียกว่าเป็นกระแสหลักได้แล้วมากกว่า ย่ิงคิดถึง AI ที่กำลังบูมมากในสหรัฐฯ ตอนนี้ เชื่อขนมกินได้เลยว่า machine trading อาจจะกลายเป็นโวลุ่มเทรดกว่า 90% ในโลกอนาคต เพราะอัลกอริทึมในการเทรดจะถูกพัฒนาให้ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ จนไม่เหลือเหตุผลที่มนุษย์ธรรมดาจะเทรดเองอีกต่อไป

ในสายลงทุน ผมยกให้ Passive Investment เป็นแนวทางที่มาแรงที่สุด ดังจะเห็นได้จาก ทุกวันนี้ กระแสเงินสดไหลเข้า Passive ETFs ในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ กระแสเงินสดไหลกลับกำลังออกจาก Active Funds เพราะตลาดหุ้นสหรัฐฯ พัฒนาไปถึงระดับที่การเอาชนะตลาดเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีสารพัดกองทุนทั้งกองทุนรวม เฮ็ดจ์ฟันด์ ไพร์เวทเอควิตี้ อัลกอริทึ่มเทรด ไฮฟรีเควนซีเทรด หุ้นตัวใหญ่มีนักวิเคราะห์ติดตามเป็นร้อยๆ คน เรียกว่า เต็มไปด้วยคนที่ช่วยกันขุดหา excess returns แล้ว arbritrage จนแทบไม่เหลือช่องว่างอะไรให้ทำกำไรกันง่ายๆ แล้ว Passive Investing จึงได้รับความนิยม เพราะการันตีเสมอว่า เราจะไม่แพ้ตลาด (แม้ว่าจะไม่ชนะด้วยก็ตาม) เพราะการชนะตลาดนั้นทำได้ยากมาก เป็นไปได้อีกเช่นกันว่า ในอนาคต สายลงทุนจะมีแต่คนลงทุนผ่าน Passive ETFs (ปี 2013 index funds ถือครองสินทรัพย์ 20% ของอุตสาหรกรรมกองทุนทั้งหมด และกำลังเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ)

แม้แต่เบิร์กไชฮาร์ดาเวย์ ของวอเรน บัฟเฟต ซึ่งยังทำผลตอบแทนระยะยาว 40 ปีชนะตลาดได้ แต่ถ้าหากคิดเฉพาะช่วงปี 1999-2013 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นยุคใหม่ เบิร์กไขส์ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้เพียงปีละ 6.4% เท่านั้น ซึ่งยังชนะ S&P index ที่ 4.7% อยู่ แต่ว่าไม่ได้มาก และแพ้พวก small-cap index (10.5%) แบบทิ้งห่างเลย  ปัจจุบันเรายังพบวิธีเอาชนะ S&P index ได้อยู่ ได้แก่ การลงทุนใน small value stocks หรือเลือกหุ้นด้วย ROE และ momentum เป็นต้น แต่ส่วนต่างผลตอนแทนถือว่าแคบมาก และแคบลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นไปได้ว่า ในอนาคต ส่วนต่างจะหายไปในที่สุด ทำให้ Passive Investing กลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงที่สุดในตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว

สำหรับบ้านเรา มีเหตุผลอยู่เหมือนกันที่จะยังคงใช้ Active Investing ต่อไป เพราะตลาดหุ้นบ้านเรายังพัฒนาไปไม่ถึงจุดเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐ ทำให้ช่องว่างในการทำกำไรน่าจะยังเหลืออยู่มากพอสมควร (อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครทำวิจัยเรื่องนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังมากพอ ทำให้ไม่ทราบเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วเป็นอย่างนั้นรึเปล่า)แต่ในอนาคต ถ้าหากเทคโนโลยี หรือโนฮาว์จากต่างประเทศไหลเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะมีสภาพเดียวกับตลาดหุ้นในประเทศพัฒนาแล้วก็มีสูง ไม่เสียหายอะไรหากนักลงทุนจะศึกษาเทรนด์การลงทุนในต่างประเทศไว้บ้าง เป็นการเตรียมตัวเพื่ออนาคตครับ      

 

(ภาพประกอบจาก businessinsider.com)

434: สภาพแวดล้อม กับ กลยุทธ์

คนเรามีความโน้มเอียงที่จะชอบกฎที่ตายตัว แบบว่าใช้การได้ในทุกสถานะ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องคิดอะไรเองอีก ความเชื่อต่างๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สังคมมนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการนี้

แต่ในแง่กลยุทธ์ ซุนวูกล่าวว่า เราต้องทำความเข้าใจสภาวะแวดล้อมให้ถ่องแท้ให้ได้เสียก่อน รู้เขา รู้เรา จากนั้นเราจึงจะสามารถกำหนดกลยุทธ์ที่ทำให้เราได้เปรียบมากที่สุด โดยพิจารณาจากสภาพแวดล้อมนั้นๆ เป็นเกณฑ์ ในแง่นี้ มันบอกเป็นทางอ้อมว่า กลยุทธ์ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว แต่ต้องปรับไปตามสภาพแวดล้อมด้วย (แต่กระนั้นก็ไม่ได้แปลว่า กลยุทธ์ไม่มีหลักอะไรเลย ต้องมีหลัก แต่ถ้าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน หลักก็ต้องเปลี่ยนตาม)

ตลาดทุนยุคนี้มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจากยุค 30-50’s ที่เป็นยุคที่หลักการลงทุนของหลายๆ สำนักถูกสร้างขึ้นมา ธุรกิจสมัยใหม่มีความเป็น “โรงงาน” น้อยลง มี intangible value มากขึ้น ตลาดการเงินก็ถูกบิดเบือนโดยนโยบายการเงินมากขึ้น ธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะทำให้ดอกเบี้ยต่ำผิดปกติตลอดเวลา เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภาพที่ตรงข้ามกับธนาคารสมัยก่อนที่เน้นรัดเข็มขัด เพราะกลัวเงินเฟ้อมากๆ ตอนนี้เงินฝืดน่ากลัวมากกว่า

นั่นหมายความว่า หลักการลงทุนบางอย่างที่เคยใช้ได้ดีในอดีต บางจุดก็ยังคงใช้ได้ดีอยู่ แต่บางจุดที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปมากแล้ว ก็อาจไม่เหมาะสมอีกต่อไป ตัวอย่างเช่น P/BV เป็นอัตราส่วนที่เคยใช้ได้ดีในยุคอดีตที่ธุรกิจส่วนใหญ่มีอาคารโรงงานเครื่องจักรเป็นสินทรัพย์หลัก แต่ทำให้เราหลงทางในยุคปัจจุบัน เพราะธุรกิจสมัยนี้แบรนด์ ทุนมนุษย์ และเทคโนโลยี กลายเป็นส่วนที่มีค่ามากกว่าสินทรัพย์ถาวรของบริษัทอย่างมากมาย แต่มันไม่ได้ถูกใส่ไว้ใน P/BV เลย ในขณะที่ P/E นั้น พอจะใช้ต่อไปได้มากกว่า

ตลาดหุ้นสมัยใหม่ เงินท่วมโลกตลอดเวลา ตลาดมีแนวโน้มจะเป็น High Valuation แบบเรื้อรัง แนวคิดเรื่อง Buy-and-hold ต้องใช้แบบระมัดระวัง เพราะโอกาสที่จะไปซื้อเอาตอนฟองสบู่มีเยอะมาก เพราะหุ้นแพงอยู่เกือบตลอดเวลา ธุรกิจสมัยนี้ยังมีวงจรชีวิตที่สั้นลงเรื่อยๆ การถือลืม มักอันตราย เพราะยุคตกต่ำของธุรกิจมาถึงเร็วกว่าสมัยก่อนมาก คนที่จะ Buy-and-hold ได้ดีต้องเป็นนักรอคอย เพราะต้องรอนานมากๆ กว่าราคาหุ้นจะลงมาถึงจุดที่สมเหตุสมผลจริงๆ ซึ่งบางทีก็ต้องรอนานมากเสียจน ทำให้กลยุทธ์สมัยนี้ไม่เหมาะกับคนส่วนใหญ่ในยุคสมาธิสั้นอีกต่อไป ถ้านักลงทุนระยะยาวเปลี่ยนจากการคิดแต่ว่าจะ buy-and-hold มาเป็นการ reevaluate หุ้นเป็นระยะๆ ถ้ายังดีอยู่ก็ถือต่อได้ ถ้าไม่ดีแล้วก็ต้องขาย ก็น่าจะเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมมากกว่า 

กฎอย่างเช่นการถือหุ้น 100% ตลอดเวลา ก็ดูเป็นกฎที่ไม่เหมาะกับยุคนี้เท่าไร เพราะยุคนี้หุ้นแพงตลอดเวลา แต่เพราะความเป็นฟองสบู่ โอกาสที่อยู่ดีๆ มันจะ crash แรงๆ จึงมีได้บ่อยๆ ถ้าถือหุ้น 100% ตลอดเวลา เวลา crash ทีไร เราก็ไม่เคยมีเงินสดมาซื้อสักที ทำให้เรากลายเป็นคนที่มีหุ้นต้นทุนสูงตลอด ส่วนประเภทถือเงินสด 100% ตลอดเวลารอหุ้น Crash อย่างเดียว ก็ใช่ว่าจะดี เพราะบางทีมันก็ไม่ crash สักที หรือบางทีมันขึ้นไปเยอะมากจนพอมัน crash จริงๆ มันยังลงมาไม่ถึงตอนแรกที่ตัดสินใจว่าจะรอเลย ไปๆ มาๆ  กฎการลงทุนแบบ DCA ดูเหมาะสมดี เพราะถ้าหุ้นแพงตลอดก็ซื้อไว้บ้างแต่เดือนละนิดเดียว ทำให้มีเงินสดเหลือไว้รอโอกาสเฉลี่ยต้นทุนต่ำๆ เมื่อโอกาสมาถึงได้ด้วย  ถือเป็น best of both worlds สำหรับ average person

ที่เล่ามาเป็นแค่การยกตัวอย่างนะครับ ลองพิจารณาวิธีการลงทุนของตัวเองดูว่า มันเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมมากขนาดไหน เผื่อมีอะไรที่จะต้องปรับ เพื่อช่วยให้ผลตอบแทนของเราดีขึ้น

433: รวยด้วยหุ้น vs ออมด้วยหุ้น

ยุคนี้เป็นยุคที่คนอยากมีอิสรภาพทางการเงิน อยากเกษียณตั้งแต่ยังไม่แก่ และ/หรืออยากเป็นเศรษฐีหมื่นล้าน และตลาดหุ้นก็เป็นตัวเลือกยอดนิยมที่คนใช้ทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น

ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะ ตลาดหุ้น”ดู”เป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด การทำงานประจำเป็นหนทางที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรวยเร็วๆ ส่วนการออกมาทำธุรกิจส่วนตัวก็ดูเป็นงานที่ต้องเหนื่อยแสนสาหัส ในขณะที่ตลาดหุ้นนั้นดูเหมือนเป็นวิธีทำเงินที่ง่ายๆ ซื้อถูก ขายแพง นั่งจิบกาแฟคีย์คำสั่งก็ทำกำไรได้แล้ว Continue reading “433: รวยด้วยหุ้น vs ออมด้วยหุ้น”

432: NIM และ NPL

ธุรกิจธนาคารมีรายได้หลักสองทาง ทางแรกคือการปล่อยสินเชื่อ อีกทางคือการเก็บค่าธรรมเนียมบริการต่างๆ

รายได้จากการปล่อยสินเชื่อเกิดจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยรับที่ได้จากการปล่อยกู้ กับดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องจ่ายตอบแทนผู้ฝากเงิน บางทีเราเรียกส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยสองตัวนี้ว่า NIM เช่น ระดมเงินฝากมาให้ดอกเบี้ย 2% แล้วเอามาปล่อยกู้คิดดอกเบี้ย 6% ส่วนต่าง 4% ก็คือ รายได้ของธนาคาร ซึ่งต้องนำมาหักค่าโสหุ้ยในการดำเนินงานอีกที เหลือเป็นกำไร

ในความเป็นจริง NIM มีความซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะธนาคารมีเงินฝากหลายรูปแบบ อัตราดอกเบี้ยของแต่ละแบบไม่เท่ากัน เงินฝากบัญชีกระแสรายวันแทบไม่มีต้นทุนทางการเงินของธนาคารเลย ในขณะที่ เงินฝากบัญชีฝากประจำมีต้นทุนการเงินสูงสำหรับธนาคาร ธนาคารขนาดใหญ่จึงมักมีข้อได้เปรียบเรื่องต้นทุนแหล่งเงิน เพราะคนนิยมเบิกบัญชีกระแสรายวันและออมทรัพย์กับธนาคารใหญ่มากกว่า เพราะมีคนใช้เยอะ สาขาก็ทั่วถึงฝากถอนง่าย และมีบริการที่ครบมากกว่า แต่บัญชีสองประเภทนี้มีเงินเข้าออกทุกวัน ไม่นิ่ง ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องสำรองเงินสดไว้ให้บริการลูกค้ากลุ่มนี้เยอะกว่า กลายเป็นต้นทุนอีกแบบหนึ่ง แต่ยังไงๆ ก็ต้องมีเงินจำนวนหนึ่งที่ไม่เคลื่อนไหว ทำให้ธนาคารสามารถเอาเงินจำนวนนี้ไปปล่อยกู้ยาวๆ กินดอกเบี้ยสูงได้ ได้กำไรส่วนต่างมหาศาลได้เลย ดังนั้นธนาคารที่มีบัญชีกระแสรายวันและออมทรัพย์เยอะๆ ยังไงก็ได้เปรียบธนาคารอื่น

บริการสินเชื่อของธนาคารก็มีหลายแบบอีกเช่นกัน ลูกค้าของธนาคารแต่ละรายมีเครดิตไม่เท่ากัน ทำให้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เท่ากัน (MLR+ X) ลูกค้ารายใหญ่ต้องเอาใจกันหน่อย คิดดอกแพงกว่าคู่แข่งไม่ได้ เป็นต้น หลักทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันแต่ละรายก็มีความมั่นคงไม่เท่ากัน หรือแม้แต่ลูกค้าคนเดียวกัน กู้ระยะยาว กู้โปรเจ็คไฟแนนซ์ หรือกู้ O/D ก็มีระยะเวลาเรียกคืนหนี้ไม่เท่ากัน อัตราดอกเบี้ยก็ไม่ควรจะเท่ากัน เพราะต้องสะท้อนความเสี่ยงที่ไม่เท่ากัน สุดท้ายแล้ว ค่า NIM จึงเกิดจากการเอาเงินฝากและเงินกู้ทุกประเภทมาหาค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยที่คิดแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักแล้วหาผลต่างออกมา

ธนาคารที่มี NIM สูงกว่าไม่ได้แปลว่าเก่งกว่าเสมอไป เพราะ NIM อาจจะสูงเพราะธนาคารนั้นเน้นปล่อยสินเชื่อความเสี่ยงสูง เช่น สินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ได้ดอกเบี้ยสูงกว่า แต่ว่าความเสี่ยงก็สูงกว่าด้วย ดังนั้น ในการเปรียบเทียบ NIM จะต้องดู NPL ควบคู่ไปด้วย ถ้าธนาคารไหนมี NIM สูง แต่ว่า NPL ก็สูง ก็ไม่ได้แปลว่าดีกว่าธนาคารที่ NIM ต่ำกว่า แต่ NPL ต่ำกว่ามาก

NPL เป็นตัวเลขที่สำคัญมากของธุรกิจธนาคาร เพราะธนาคารปล่อยสินเชื่อแบบ Fractional หมายความว่า ตัวธนาคารเองอาจจะมีทุนแค่ 1 ส่วน แต่ไปกู้คนฝากเงินมา 9 ส่วน เพื่อมาปล่อยสินเชื่อ 10 ส่วน สมมติว่า สินเชื่อของธนาคารเน่าไป 5% ก็เท่ากับว่า ทุนของธนาคารเองหายไปแล้ว 50% เพราะธนาคารต้องชดใช้ส่วนที่เสียหายนี้ด้วยทุนของตัวเอง เนื่องจากธนาคารมีหน้าที่ต้องคืนเงินผู้ฝากเงินเต็มจำนวนเสมอไม่ว่าจะปล่อยกู้แล้วกำไรหรือว่าขาดทุนก็ตาม ซึ่งธนาคารมักจะแก้ปัญหา NPL ด้วยการชะลอการปล่อยกู้เพิ่มชั่วคราว รอให้กำไรสะสมเพิ่มขึ้น จนส่วนทุนกลับมาเท่าเดิมหรือครอบคลุม NPL หรือที่เรียกว่า การกันสำรองหนี้เสียนั่นเอง

แต่ NPL บางทีก็เชื่อถือยาก ธนาคารอาจบอกว่าตัวเองใช้เกณฑ์จัดชั้น NPL ที่เข้มงวดมาก แต่บางทีธนาคารเห็นลูกค้าสินเชื่อรายหนึ่งอาการร่อแร่ แต่ไม่อยากจัดชั้นเป็น NPL เพราะไม่อยากให้ NPL ของตัวเองเพิ่มขึ้น ก็อาจจะหลับหูหลับตา Roll-over หนี้ก้อนเดิมให้ลูกค้ารายนั้น เพื่อมิให้มีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ควรจะปล่อยแล้ว ตรงนี้การจัดชั้น NPL อย่างเข้มงวดจะไม่ช่วยอะไรเลย เป็นต้น การจัดชั้น NPL จึงเป็นเรื่องที่มี conflict of interest อยู่ เป็นมุมมืดของการลงทุนในธุรกิจนี้

ในภาวะเศรษฐกิจปกติ เรานิยมดูว่าธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นหรือไม่ yoy ยิ่งสินเชื่อขยายตัวก็ยิ่งดี เพราะโอกาสทำกำไรย่อมมีเยอะขึ้น กำไรในอนาคตจะสูงขึ้น แต่เมื่อไรก็ตามที่เศรษฐกิจเริ่มแย่ลง สิ่งที่นักลงทุนจะหันมาสนใจมากกว่าคือ NPL เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ย่ิงปล่อยสินเชื่อเพิ่ม ยิ่งน่ากลัว ขอดูดีกว่ากว่า NPL จะปูดขึ้นมาหรือไม่ เพราะในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าที่เคยเป็นลูกค้าชั้นดีส่วนใหญ่จะเริ่มกลายเป็นลูกค้าชั้นแย่ ต้องดูว่าธนาคารจะบริหารจัดการลูกค้าที่ประสบภัยได้มากแค่ไหน ก่อนที่ธนาคารจะกลายเป็นผู้ประสบภัยเอง