441: มนุษย์เศรษฐกิจ 3.0 และ คู่มือมนุษย์ 2020


หนังสืออีกสองเล่มของผม ที่ตอนแรกผมตัดออกไป ไม่ได้นำกลับมาพิมพ์ใหม่ในแบบ print on demand ตอนนี้จัดพิมพ์เรียบร้อยแล้ว เป็นหนังสือรวมบทความเศรษฐศาสตร์ในอดีตของผม สะสมให้ครบชุดได้แล้ววันนี้ ที่ http://dekisugi.lnwshop.com


และออกใหม่พร้อมกันด้วยคือ หนังสือโรงเรียนนักลงทุน เล่ม 1 และ 2 (ขายคู่) ที่ของหมดไปในช่วงที่ผ่านมา ก็กลับมาใหม่แล้วครับผม

Market Outlook – Farewell 2016

จะจบปีอีกแล้ว ได้เวลาหันออกมามองสถานการณ์ตลาดทุนประจำปีกัน

แม้ว่าปีที่ผ่านหุ้นจะผันผวนรุนแรง แต่ SET index น่าจะจบปีนี้ด้วยผลตอบแทนที่เป็นบวกได้ไม่ยาก ถ้าปีนี้ใครเล่นหุ้นแล้วไม่ได้ตังค์ ก็น่าคิดเหมือนกันว่า ทำไมเราถึงเล่นหุ้นสู้ดัชนีซึ่งแค่อยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเลยยังไม่ได้ หรือว่าจริงๆ แล้วเราเหมาะกับ Passive Investing มากกว่าหรือไม่อย่างไร?

screen-shot-2559-11-26-at-10-29-49-am

ในแง่กำไรของบริษัทจดทะเบียน แม้ภาพเศรษฐกิจจะดูไม่ดี แต่ดูตัวอย่างจากไตรมาส 2/59 บริษัทจดทะเบียนโดยรวมก็ยังสามารถทำกำไรสุทธิให้เพิ่มขึ้นได้ แต่เป็นการเพิ่มขึ้นโดยที่รายได้ไม่ได้เพิ่ม ซึ่งก็เท่ากับว่าบริษัทจดทะเบียนใช้วิธีการลดต้นทุน เพื่อให้ยังทำกำไรมากขึ้นได้ แต่ตัวธุรกิจไม่ได้เติบโตขึ้น

ถ้าดูจากเศรษฐกิจจริง ตัวเลขจีดีพีไตรมาสล่าสุดโตได้เกิน 3% ซึ่งก็ถือว่าสูง โดยมาตรฐานของทฤษฏี New Normal (ที่บอกว่า ไทยเรากำลังติดกับดักรายได้ปานกลาง จีดีพีจะลดการเติบโตลงเหลือแค่ปีละ 3% ถ้าไม่หาทางแก้ไข) ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การใช้จ่ายของภาครัฐคือเครื่องยนต์ตัวเดียวที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ เพราะรัฐใช้จ่ายและลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราที่สูงกว่าจีดีพีรวมเป็นอย่างมาก ช่วงนี้ถือว่าการใช้จ่ายของเอกชนเริ่มกลับมาดูปกติแล้ว (อันนี้ก็ยังแปลกใจอยู่เหมือนกัน เพราะโดยความรู้สึกเหมือนทุกคนจะไม่อยากใช้จ่าย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะมาตรการกระตุ้นของรัฐเองด้วยรึเปล่าที่ทำให้การใช้จ่ายของเอกชนดูปกติดี) แต่สิ่งที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่คือ การลงทุนของภาคเอกชน ไตรมาสล่าสุดยัง -0.3% ส่วนการส่งออกนั้น แม้ว่าจะไม่ดีเช่นกัน แต่การนำเข้าแย่กว่า เพราะเศรษฐกิจภายในประเทศไม่ดี ทำให้การส่งออกสุทธิเป็นบวกได้

ถ้าดูจากดัชนีอุตสาหกรรมเดือนกันยา พบว่า +0.6% ทำให้น่าจะมองได้ว่า เศรษฐกิจน่าจะยังอยู่ในโหมดขยายตัวได้ แต่เป็นตัวเลขที่น้อยมากๆ (ก็ยังดี อย่างน้อยก็ยังบวก) โดยรวมแล้ว ในแง่ของการเป็นนักลงทุน ภาวะเศรษฐกิจไทยภาคจริงในเวลานี้ผมชอบนะ เพราะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอยู่ แต่ขยายตัวอย่างเปราะบางมาก ไม่น่าจะมีฟองสบู่เกิดขึ้นง่ายๆ แถมยังพร้อมจะดีขึ้นได้อีก (มีอัพไซด์มาก) กลับเป็นภาพที่ดูน่าลงทุนมากกว่าเวลาที่เศรษฐกิจที่เฟื้องฟูมากๆ ซึ่งเสี่ยงวิกฤตได้มากกว่า และอัพไซด์ก็อาจจะน้อยกว่าด้วย ถ้าหากเราจะตั้งความหวังว่าปีหน้า บริษัทจดทะเบียนจะทำกำไรเพิ่มได้อีกสัก 10% ก็ดูไม่เหมือนการตั้งความหวังที่ดูเว่อเกินไปเลย  

ในแง่ Valuation ตอนนี้พีอีตลาดอยู่แถวๆ 17 เท่า ซึ่งในเศรษฐกิจแบบปกติอาจถือว่าสูง แต่ในยุคดอกเบี้ยต่ำยาว พีอี 17 เท่าถือว่า ไม่ถูกไม่แพง กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็ยังเพิ่มได้อยู่ ฉะนั้น ในแง่ Valuation ก็ไม่ได้เลวร้ายเช่นกัน

ปัจจัยที่ดูจะเป็นลบ จะเป็นปัจจัยที่มาจากภายนอกเป็นหลัก ประการแรกก็คือ เฟดอยู่ในยุคดอกเบี้ยขาขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลยกับตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั้งหมด ปลายปีนี้ตลาดเชื่อหมดแล้วว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ยหนึ่งครั้งแน่นอน ตรงนี้คงไม่มีผลอะไร แต่สิ่งที่ตลาดอยากรู้คือหลังจากปลายปีนี้ ดอกเบี้ยจะขึ้นต่อเร็วหรือช้าแค่ไหน ซึ่ง ณ เวลานี้ ยังตอบได้ยากอยู่ ปัจจัยที่ไม่แน่นอนมีเยอะมาก ยังไม่รู้ว่าปีหน้า เศรษฐกิจสหรัฐปีหน้าจะฟื้นเร็วหรือฟื้นช้า ทรัมป์อยากขึ้นดอกเบี้ยให้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าแค่พูดหาเสียงแล้วทำไม่ได้จริงหรือเปล่า ที่จริงปี 2559 เฟดก็ขึ้นดอกเบี้ย แต่เหตุการณ์กลับเป็นว่า ต่างชาติกลับเป็นผู้ซื้อสุทธิหลัก เพราะดอกเบี้ยขึ้นแต่ขึ้นช้ากว่าที่เฟดพูดไว้มาก ทำให้เงินไหลย้อนกลับมาเล่นตลาดหุ้นเกิดใหม่กันต่อ ปัจจัยนี้จึงเป็นปัจจัยที่ต้องค่อยๆ ติดตามพัฒนาการไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจต้องปรับเปลี่ยนความคิดไปด้วย เพราะถ้าดอกเบี้ยเฟดขึ้นเร็ว ก็ต้องมีผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยไม่มากก็น้อย แต่ถ้ากำไรบจ.ยังเพิ่มขึ้นได้ ก็อาจจะช่วยลดผลกระทบได้ ถ้าดอกเบี้ยขึ้นเร็ว แถมกำไรยังลด อันนี้ก็ … (แต่ผมก็คิดว่า โอกาสที่จะเกิด scenario นี้ ไม่ได้มากนัก)

ปัจจัยอื่นที่เป็นเชิงลบก็คือ ปัญหาหนี้เสียในจีน ซึ่งดูรุนแรงมาก และเป็นเรื่องที่พูดกันมานานเป็นสิบปีแล้ว แต่ที่ผ่านมา จีนก็ยังเข้าไปอุ้มแล้วอุ้มอีก ทำให้ไม่จบสักที กลายเป็นแผลที่พร้อมจะปะทุออกมาได้ตลอดเวลา แต่ครั้นจะกลัวประเด็นนี้มากจนล้างพอร์ตหนี ก็ดูเกินกว่าเหตุ ที่ผ่านมาใครกลัวตรงนี้ไม่ยอมลงทุน ก็อาจไม่ได้ลงทุนอะไรเลยมาเป็นสิบปีแล้ว ปัญหาของการล้างพอร์ตเพื่อหนีวิกฤตก็คือ เราไม่เคยรู้ว่าวิกฤตจะระเบิดเมื่อไร บางทีก็อาจใช้เวลา 20 ปีกว่าจะระเบิดจริง เวลาที่หายไป ไม่ได้ลงทุน อาจเป็นต้นทุนที่หนักกว่าเสียอีก  

ปัจจัยลบอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ก็คงเป็น แผ่นดินไหว ก่อการร้าย โรคระบาด ซึ่งโลกยุคนี้ดูเหมือนเราจะต้องอยู่กับมันไปตลอดแล้ว เอาเข้าจริงๆ ปัจจัยพวกนี้ไม่ได้น่ากลัวเลย ตลาดหุ้นอาจจะตกแรง แต่มักจะกลับมาได้เร็วมากในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น มันเริ่มจะชาชินกับข่าวทำนองนี้ไปหมดแล้ว

สรุปแล้ว ผมมองว่าตลาดหุ้นช่วงนี้อยู่ในสภาวะไม่ดีไม่ชั่ว เป็นกลางๆ ถ้าเป็นกลางๆ สำหรับผมก็คือต้องลงทุนต่อไป เพราะในระยะยาว หุ้นคือหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงเรา คนเราจึงควร bias ข้างลงทุนหน่อยๆ เอาไว้เสมอ 

 

439: Factor Investing

เวลาพูดถึง Passive Investing เรามักคิดถึงการลงทุนในกองทุนรวมดัชนี (Index Fund) แต่ในโลกของ Passive Investing เป็นอะไรที่กว้างกว่านั้น

เวลาพูดถึง Passive Investing เรามักคิดถึงการลงทุนในกองทุนรวมดัชนี (Index Fund) แต่ในโลกของ Passive Investing เป็นอะไรที่กว้างกว่านั้น

ข้อดีของ Index Fund คือ การกระจายหุ้นในระดับสูงสุด ซึ่งการกระจายหุ้นของ “ของฟรี” อันเดียวที่จะคงเหลืออยู่ในโลกการเงินยุคอนาคต แต่โลกแห่งความเป็นจริง การกระจายหุ้นที่มากจนเกินไป ก่อให้เกิด ก่อให้เกิดประโยชน์ที่ได้จากการกระจายความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับค่าธรรมเนียมซื้อขายและความยุ่งยากในการจัดการที่เพิ่มขึ้น

มีการวิจัยจำนวนมหาศาลที่พบว่า Continue reading “439: Factor Investing”

438: Market Commentary Q3 2016

ตลาดหุ้นในช่วงปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรใหม่ เรายังอยู่ในยุคที่เฟดอยากขึ้นดอกเบี้ยมาก แต่ก็ทำไม่ได้ เงินจึงยังอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียได้ต่อไป 

เศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะดีขึ้นปลายปีนี้ คงต้องเลื่อนออกไป เพราะ NPL ที่คาดว่าจะลดลงในครึ่งปีหลัง กลับมาน่ากังวลใหม่ ส่งออกก็ยังลบต่อเนื่อง มีแค่การใช้จ่ายของรัฐบาลกับการท่องเที่ยวที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตลาดหุ้นก็ลงได้จำกัด เพราะสภาพคล่องที่ท่วมมือของทุกคนอยู่ สรุปแล้วหุ้นจึงแพง แต่ลงมากไปก็จะมีคนรีบช้อนขึ้นมาใหม่เพราะมีเงินที่ยังอยากเข้ามาตลาดตลาดอีกมาก แต่ขึ้นไปมากก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะภาพไม่ได้ดูดีขนาดนั้น

โดยส่วนตัวทุกวันนี้ผมสนใจ passive investing มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้อยากรู้แค่ทฤษฎีแต่อยากปฏิบัติได้ดีด้วย เดี๋ยวนี้เวลาจะเขียนบล็อกหุ้นเลยไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะเสพข่าวน้อยลง ทำให้ไม่มีวัตถุดิบ ข่าวตลาดนอกจากจะไม่จำเป็นแล้ว ยังเป็นอุปสรรคของ passive investment ด้วย แค่ออกแบบกฎให้ดี แล้วทำไปตามกฎ กลับให้ผลตอบแทนที่ดีได้ เพราะเป็นการตัดอารมณ์ออกไป อันเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่งของการลงทุน ผลตอบแทนจึงดีขึ้นได้เพราะความผิดพลาดจำนวนมากถูกตัดออกไปนั่นเอง

437: สามสิ่งที่มีค่า

ผมสังเกตว่า มีอาชีพอยู่ 3 แนว ที่สังคมมนุษย์ดูจะให้ผลตอบแทนมากเป็นพิเศษ (ส่วนมันจะยุติธรรมหรือไม่นั้น เป็นอีกประเด็นต่างหาก) ถ้าหากจะลงทุนลงแรงไปกับการแสวงหาอาชีพอะไรสักอย่าง ก็น่าจะพิจารณาอาชีพ 3 แนวนี้เป็นพิเศษ

อย่างแรกคือ อาชีพนายทุน แต่ไหนแต่ไรมา ดูเหมือนทุน Capital จะได้ผลตอบแทนมากกว่าแรงงาน Labor เป็นอย่างมาก และก็มีแนวโน้มว่าจะยังเป็นเช่นนั้นต่อไปในอนาคต คำว่าอาชีพนายทุนนั้นหมายถึง การเป็นเจ้าของทรัพย์สินอะไรบางอย่าง แล้วหาค่าตอบแทนจากทรัพย์สินนั้น

ทรัพย์สินที่ดี นอกจากจะต้องทำประโยชน์ได้แล้ว ยังต้องเป็นของที่ unique ด้วย เช่น ที่ดิน หรือทำเล ในบริเวณใด บริเวณหนึ่ง ย่อมมีจำนวนจำกัด เช่น ที่ดินรอบๆ มหาวิทยาลัย มีจำกัด ใช้สร้างหอพักที่อยู่ใกล้ได้ ทำให้มันมีค่า ในขณะที่ เงินสด เป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้น้อยที่สุด เพราะเป็นของเหมือนๆ กัน ไม่มีความ unique นายทุนที่รวยเร็วมักจะไม่ค่อยถือเงินสด แต่จะถือ Wealth เป็นสินทรัพย์ทำเงินอย่างอื่นตลอดเวลา

ผมเคยเจอเจ้าของตึกแถวข้างมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง เขาเปิดร้านเน็ตยังไงก็เจ๊ง คือไม่คุ้มค่าแรง แต่พอตัดสินใจปล่อยตึกให้คนอื่นมาเช่าทำธุรกิจ แล้วตัวเองรอเก็บค่าเช่าอย่างเดียว ก็กำไรทันที แถมเหนื่อยน้อยกว่ามาก นั่นแสดงว่า แวลูทั้งหมดของร้านเน็ตของเขาอยู่ที่ทำเลอย่างเดียว ตัวธุรกิจร้านเน็ตเองกลับไม่เคยสร้างกำไรอะไรเลย ทุนจึงได้ผลตอบแทนมากกว่าแรงงาน เพราะทุนเป็นสิ่งที่มีจำกัด แต่แรงงานเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็มี ทั้งที่เหนื่อยมากกว่า

หุ้นก็เป็นทุนชนิดหนึ่ง ผู้ถือหุ้นก็เหมือนประกอบอาชีพนายทุน คือแทนที่จะเอาเงินฝากในธนาคารไปซื้อรถ ชื้อมือถือ เที่ยวเมืองนอก ก็เอามาซื้อหุ้นแทน เพื่อให้ธุรกิจทำงานหาเงินให้เรา หุ้นที่ดีก็เหมือนกับสินทรัพย์ที่ดีอย่างอื่น คือต้อง unique คือเป็นหุ้นของธุรกิจที่มีอำนาจผูกขาดบางอย่าง มีอะไรที่ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ทำแข่งได้ ไม่ใช่หุ้นหรือธุรกิจอะไรก็ได้

หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ต่างจากหุ้นของบริษัททั่วไป เพราะต้องซื้อขายแข่งกันในตลาด ถ้าหากเป็นของดี ใครๆ ก็รู้ว่าดี จึงต้องซื้อแพง ทำให้บางทีบริษัทดีจริง แต่เพราะว่าซื้อมาแพงก็อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนเยอะอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น คนที่จะซื้อหุ้นในตลาดหุ้นแล้วได้ผลตอบแทนดี นอกจากจะต้องซื้อธุรกิจที่มีดีแล้ว ยังต้องรู้ก่อนคนอื่น หรืออ่านขาดกว่าคนอื่นด้วยว่าธุรกิจนั้นมีดี เพราะทำให้สามารถซื้อหุ้นนั้นได้ที่ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ที่ดินก็เหมือนกัน ถ้าซื้อที่ดินรอบรถไฟฟ้า ก็อาจจะไม่ได้อะไร เพราะทำเลดีก็จริง แต่ใครๆ ก็รู้ว่าดี ราคาขายก็ต้องแพง เมื่อซื้อมาแพงก็อาจทำกำไรได้น้อย แบบเดียวกันเลย ดังนั้น ก็ไม่ใช่ว่าอาชีพนายทุนดีแล้ว ใครเป็นนายทุนก็จะรวยหมด คนที่เป็นนายทุนที่ดีคือคนที่อ่านขาดกว่าคนอื่น หรือมีข้อมูลที่ดีกว่าคนอื่นด้วย ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ฟรี

อาชีพหรือวิธีทำมาหากินแบบที่สองคือ อาชีพขายชื่อเสียง ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่ทำกำไรได้สูงมาก คนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ เช่น ดารา เซเลบ จะมีช่องทางทำเงินมากมาย แค่มางานปาร์ตี้ก็ได้เงินแล้ว หรือแค่ยอมให้สินค้าต่างๆ ใช้ชื่อของตัวเองเป็นแบรนด์ก็ได้เงินแล้ว เป็นต้น ไม่ต้องลงมือทำอะไรเองเลย

ผมรู้จักอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขารับงานข้างนอกจากบริษัทเอกชนด้วย จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ทำงานเหล่านั้นเองเลย เพราะเสียเวลา เขาเอางานนั้นมาให้นักศึกษาทำ แล้วถึงเวลาก็แค่ตรวจๆ แล้วก็เซ็นชื่อเฉยๆ เพราะวิธีนี้ทำเงินเร็วกว่า ชื่อเสียงทำเงินต่อชั่วโมงได้มากกว่าแรงงานมาก อาจารย์ที่มีชื่อเสียงแล้วจึงไม่ทำเอง แต่จ้างคนอื่นทำให้ แล้วก็แค่ลงชื่อ พวกจิตรกรชื่อดังหลายคนก็ทำแบบนี้เหมือนกัน ให้ลูกศิษย์วาดให้ ตัวเองแค่เซ็นชื่อในภาพ ทำเงินได้เร็วกว่า

เหตุผลลึกๆ ที่ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่ทำเงิน ก็คือ ความน่าเชื่อถือ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เราไม่รู้ เราไม่มั่นใจ เรากลัวเสี่ยง เรายิ่งต้องวิ่งหาคนมีชื่อเสียงเพื่อช่วยประกันความปลอดภัยให้เรา ทำให้เราเกิดความอุ่นใจ ซึ่งเรายินดีจ่ายเงินซื้อความสบายใจ สมมติว่า มีน้ำมันพืชสองยี่ห้อให้เลือก ยี่ห้อหนึ่งดัง อีกยี่ห้อไม่รู้จัก เราย่อมหยิบยี่ห้อที่ดัง แม้ว่ามันอาจจะแพงกว่า เพราะเราต้องการความมั่นใจ เราเชื่อถือแบรนด์ พวกธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแบรนด์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ที่จริงแล้ว โรงงานของบริษัทไม่ได้มีค่าอะไรเลย มูลค่าของธุรกิจจริงๆ อยู่ที่แบรนด์ ทั้งนั้น เพราะโรงงานใครก็เปิดได้ แต่แบรนด์ในใจคนจะมีได้มากที่สุดไม่เกิน 3-4 แบรนด์ต่อสินค้าหนึ่งอย่าง มากกว่านี้คนขี้เกียจจำแล้ว แบรนด์ 3-4 แบรนด์แรกของสินค้าทุกชนิดจึงมีค่า

อาชีพขายชื่อเสียงฟังดูเหมือนหาเงินง่ายๆ แต่ที่จริงมันยากตอนที่ยังไม่มีชื่อเสียง เพราะต้องสะสมความประทับใจของลูกค้าวันละนิดละหน่อย จนกลายเป็นฐานของผู้บริโภคจำนวนหนึ่งที่ภักดีต่อเรา หรือมิฉะนั้นก็ต้องกล้ามากกว่าคนอื่น ถึงจะดังเร็ว เช่น อยากเป็นนักร้อง ถ้าร้องอยู่ตามผับก็คงดังช้า แต่ถ้าไปประกวดเดอะวอยซ์แล้วชนะก็อาจดังได้ในเวลาแค่สามเดือน คือเป็นคนที่ไขว่คว้าโอกาสมากกว่าปกติ (แต่ก็ต้องเก่งด้วยนะ)

ถ้าเรารู้แล้วว่าธุรกิจส่วนมากกำไรเพราะว่าความน่าเชื่อถือ หากจะทำธุรกิจอะไรก็ควรมุ่งสร้างแบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือ ไมใช่ตีหัวเข้าบ้าน เพราะอาจจะได้กำไรครั้งเดียว แต่ไม่ยั่งยืนเหมือนกับการธุรกิจที่สามารถสร้างแบรนด์ได้ในระยะยาว

อาชีพแนวที่สามคือ อาชีพแนววิชาชีพ เช่น หมอ นักกฎหมาย นักบัญชี อาชีพพวกนี้ขายแรงงานเหมือนกัน แต่ว่าเป็นแรงงานที่มีทักษะ แม้ว่าผลตอบแทนจะไม่มากเท่ากับสองแบบแรก แต่ก็ค่อนข้างมาก และที่สำคัญคือ โอกาสที่คนธรรมดาทั่วไปจะทำอาชีพเหล่านี้ได้มีมากกว่าสองแบบแรก คือไม่ต้องอาศัยโชคดีมากๆ หรือมีความเก่งบางอย่างที่ทั้งประเทศไม่มีใครทำได้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องความขยันมากกว่า เช่น สอบแข่งขันให้ได้ เก็บชั่วโมงให้ครบ เป็นต้น หมอหรือนักกฎหมายก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องดังทุกคนถึงจะได้เงินมาก หมอหรือนักกฎหมายที่ไม่ดังมากก็มีรายได้ที่ดีพอสมควร เหตุผลที่อาชีพพวกนี้มีรายได้ดี เนื่องมาจาก supply มีจำกัด เช่น มีสภาวิชาชีพคอยจำกัดจำนวนคน มีการสอบแข่งขันเพื่อให้มีคนทำอาชีพนี้น้อย ทำให้คนที่ได้ทำทุกคนได้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง อาชีพวิชาชีพเป็นอาชีพที่ดีเสมอมา แต่ในอนาคตก็น่าจะมีแต่ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีตก

ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่ผมบอกว่าสามอาชีพนี้เป็นสามอาชีพที่ได้ผลตอบแทนดี ก็ไม่ได้แปลว่า แค่ทุกคนเลือกทำสามสิ่งนี้แล้วก็ได้จะได้ผลตอบแทนดีทุกคน ของดีต้องได้มายาก กฎข้อนี้ไม่มีวันเปลี่ยน แต่ถ้าหากเราจะลงทุนลงแรงไปกับอย่างเท่าๆ กัน ถ้าอย่างหนึ่งทำให้เรามีโอกาสไปสู่สามสิ่งนี้ ส่วนอีกอย่างหนึ่งไม่ให้โอกาสเลยหรือไม่ได้สิ่งเหล่านี้ติดตัวไปบ้างเลย คุณก็คงเลือกได้ว่าควรจะลงทุนไปกับสิ่งไหนมากกว่า