205: หุ้นปาล์ม

ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่ทำเกษตรเยอะ (แต่ยังน้อยกว่าอุตสาหกรรม) ไหนๆ ก็มาเกิดเป็นนักลงทุนในประเทศนี้แล้ว ลองมาเหลียวมองหุ้นสินค้าเกษตรกันหน่อยว่า มีอะไรน่าสนใจบ้าง Continue reading “205: หุ้นปาล์ม”

MBK สินทรัพย์ดีต้องมีการจัดการที่ดีด้วย

MBK เป็นหุ้นที่เป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นเจ้าของห้าง MBK เซ็นเตอร์ เป็นหลัก แต่จริงๆ แล้วหุ้นตัวนี้ ทำธุรกิจสารพัดไปหมด

จุดเริ่มต้นของบริษัทนี้คือทำธุรกิจไซโลข้าวมาก่อน ก็เลยทำให้ขยายธุรกิจไปสู่การทำข้าวถุงขาย ยี่ห้อ ข้าวมาบุญครอง ต่อมาเมื่อจุฬาฯ เปิดประมูลทำโครงการเพื่อพัฒนาที่ดินสี่แยกปทุมวัน บริษัทก็เข้าร่วมประมูลแล้วชนะ เลยเข้าสู่ธุรกิจห้างสรรพสินค้า พอทำห้างแล้วเขาบังคับให้ทำโรงแรมด้วย ก็เลยต้องเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมอีก (โรงแรมปทุมวัน พรินเซส) พอมีโรงแรมที่กรุงเทพแล้วก็เลยไปทำโรงแรมเพิ่มเติมในภาคใต้ด้วย และทำให้เข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีก (ทำโครงการบ้านขายที่ภูเก็ต) นี่ยังไม่นับ สนามกอล์ฟย่านติวานนท์ ที่บังเอิญบริษัทมีโอกาสได้เข้าไปซื้อในราคาที่ถูก และธุรกิจการเงิน ได้แก่ การปล่อยกู้ การเช่าซื้อมอเตอร์ไซต์ การถือหุ้น TCAP 10% รวมแล้วมี 8 กลุ่มธุรกิจภายใต้บริษัทเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ทั้งรายได้และกำไรของบริษัทก็มาจากธุรกิจห้างสรรพสินค้าเป็นหลัก คือ ประมาณ 40% ของรายได้รวม และอีก 20% มาจากธุรกิจข้าวถุง (แต่กำไรจะน้อยกว่า เพราะการแข่งขันธุรกิจข้าวถุงค่อนข้างมาก) และเร็วๆ นี้ บริษัทก็มีนโยบายชัดเจนที่จะออกจากธุรกิจข้าวถุง ก็อาจจะมองได้ว่าธุรกิจห้างคือธุรกิจหลักในอนาคตของบริษัท

ห้างหลักของ MBK คือ MBK Center ซึ่งมีสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวกับทางจุฬาฯ โดยบริษัทสามารถต่อสัญญาออกไปอีก 20 ปีได้สำเร็จแล้ว แต่ด้วยผลตอบแทนใหมที่ค่อนข้างสูงกว่าเดิมมาก (รวมทั้งหมด 2.5 หมื่นล้านบาท แบ่งจ่าย) ทำให้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป บริษัทจะต้องเริ่มบันทึกค่าใช้่จ่ายตามสัญญาเช่าใหม่ ปีละ 700 ล้านบาท ยังไม่นับเงินก้อนที่จ่ายไปแล้วที่จะต้องเริ่มตัดจ่ายด้วย ในขณะที่ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานปัจจุบันของบริษัทอยู่ในระดับปีละสองพันกว่าล้านเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่จะกดดันกำไรในปีหน้า นับเป็นจุดด้อยสำคัญของหุ้นตัวนี้ (หรือว่าที่จริงตลาด discount ไว้หมดแล้วหรือเปล่า ต้องเดากันเอาเอง) ในช่วงแรกๆ คงเป็นเรื่องยากมากที่จะผลักภาระให้กับผู้เช่า เพราะจะกระทบต่อร้านเช่าในนั้นอย่างรุนแรง ทำให้ MBK น่าจะจำเป็นต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนึ้ไปอีกหลายปีกว่าจะขึ้นค่าเช่าตามได้ทัน

อย่างไรก็ตาม MBK Center เป็นห้างที่ยังมีอนาคตที่สดใส เพราะอยู่ในย่านช้อปปิ้งสำคัญของประเทศไทย ทำให้กลายเป็น destination หลักของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเอเชีย ห้าง MBK จึงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ที่สำคัญคือ การวางจุดขายของห้างที่แตกต่างจากห้างอื่นๆ ในระแวกเดียวกัน ทำให้ MBK โดดเด่นมาก เพราะมีลักษณะคล้ายตลาดนัดที่คนต่างชาติอยากมาเดินมากกว่าที่จะเป็นห้างหรูๆ ซึ่งมีแต่ร้านแบรนด์เนมที่ประเทศของพวกเขาเองก็มี และยังมีห้างที่วางคอนเซ็ปท์แบบเดียวกันอยู่เต็มไปหมดในระแวกนั้น ต่างกับ MBK ที่มี Character ที่แตกต่างในสายตาของนักท่องเที่ยว ห้างนี้จึงน่าจะยังไปได้อีกมากในเชิง organic แต่จะมีข้อจำกัดคือการขยับขยายหรือเพิ่มเติมพื้นที่ขายเพราะพื้นที่จำกัด

ห้างที่สองของ MBK คือ พาราไดซ์ พาร์ค ซึ่ง MBK ถือหุ้นอยู่ 49.99% ก็เป็นอีกห้างหนึ่งที่น่าสนใจและดูมีอนาคตที่ดีเช่นกัน ส่วนห้างที่สามของ MBK คือ the Nine ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ย่านพระราม 9 ก็ทำได้ดีเช่นกัน (ที่ดินของบริษัทเอง) แต่ยังก็ไม่ได้เพิ่มรายได้ให้กับ MBK มากนักหากเทียบกับรายได้รวม ทั้งสองส่วนเป็นการตอกย้ำว่า MBK ยังคงมองหาช่องทางที่จะขยายธุรกิจอยู่ ไม่ได้อยู่ไปวันๆ กับ MBK Center อย่างเดียว แม้ว่าจะไม่ได้เร่งขยายธุรกิจแบบ Aggressive หรือเป็นประจำเท่ากับกลุ่มทุนอื่นๆ ในธุรกิจนี้

สินทรัพย์อันมีค่าตัวถัดมาของ MBK ก็คือ การถือหุ้น 30% ในบริษัทสยามพิวรรธน์ ซึ่งลงทุนในห้าง Siam Discovery, Siam Center, Siam Paragon (สยามพิวรรธน์ถือ 50%), Paradise Park (สยามพิวรรธน์ถือ 50%) อีกที เพราะห้างเหล่านี้ก็ตั้งอยู่ในทำเลชั้นยอด รวมทั้งโครงการห้างในอนาคตที่สยามพิวรรธน์ร่วมทุนกับกลุ่มซีพี การรับรู้ผลประกอบการของการถือหุ้นสยามพิวรรธน์จะเป็นการ take equity method ในงบกำไรขาดทุน คือนำส่วน่แบ่งกำไรมาบันทึกเลย

ในส่วนของธุรกิจข้าว บริษัทพยายามทำส่วนของการผลิตและจัดจำหน่ายให้น้อยลง และหันมาเน้นการทำการตลาดมากขึ้น เป็นไปได้ว่าอาจได้เห็นธุรกิจข้าวลดความสำคัญในบริษัทลงไปเนื่องจากผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะต่ำ เพราะเป็นธุรกิจที่เข้ามาได้ง่าย

ในส่วนของธุรกิจโรงแรม บริษัทก็ยังมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มอยู่ โดยมองไว้ในส่วนของพัทยาและสมุย

โดยรวมแล้ว MBK เป็นบริษัทที่น่าสนใจในแง่ที่เป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่ค่อนข้างดีเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่ในเชิงมูลค่าเท่านั้น แต่เป็นเชิงการผลิตกำไรด้วย สิ่งที่ยังขาดไปคือ แนวการจัดการที่คมเพื่อให้สินทรัพย์ที่ดีเผยมูลค่าออกมาให้เต็มที่ สไตล์การบริหารของบริษัทค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แม้จะทำให้ที่ผ่านมาบริษัทมี failed project น้อย แต่ก็ทำให้โตช้ากว่าที่ควรจะเป็น ถ้าหากในอนาคต บริษัทมีแผนการขยายงานที่ดูต่อเนื่อง และมีการอาศัยนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อช่วยสะท้อนมูลค่าสินทรัพย์ออกมา ก็จะดี ในแง่ forward PE ของ MBK อาจจะดูสูงสักหน่อย เพราะกำไรที่จะลดลงจากค่าเช่าใหม่ แต่ในแง่ของ Market Value แล้ว MBK ยังไม่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นๆ ที่ทำธุรกิจแบบเดียวกันในเวลานี้

TUF : ชีวิตหลัง M&A

ถ้าอยากเห็นภาพธุรกิจของหุ้นตัวนี้แบบเร็วๆ  สิ่งที่ควรมองดูเป็นอันดับแรกเลยก็คือ break down revenue ของมันครับ

บริษัทนี้ขายทูน่าประมาณครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งคือกุ้ง ซาดีน แซลมอล และอื่นๆ รวมกัน โดยเป็น Global Company ที่มีการกระจายรายได้ในแง่ภูมิภาคที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบมาก เพราะขายอเมริกา 1/3 ยุโรป 1/3 และที่เหลืออีก 1/3 เมื่อก่อนนี้ขายแบบ OEM เป็นหลัก แต่หลังจาก M&A ครั้งใหญ่ก็กลายเป็นบริษัทที่ขาย OEM 60% อีก 40% เป็นสินค้าที่เป็นแบรนด์ของตัวเอง

ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปเป็นธุรกิจที่มีความเป็น Global สูงมากครับ เพราะสามารถหาวัตถุดิบจากทั่วโลก มาป้อนโรงงานผลิตที่อยู่ในประเทศๆ เดียว แล้วส่งกลับออกไปขายทั้งโลกได้เลย เพราะ Economics ของมัน support ให้ทำแบบนั้นได้ครับ (ค่าขนส่งไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับราคาสินค้า สินค้าเก็บได้นาน ฯลฯ) และจะว่าไปแล้ว ตอนนี้ประเทศไทยก็เป็นฐานการผลิตอาหารทะเลแปรรูปอันดับหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้

แต่สิ่งที่มาเป็นอุปสรรคก็คือ กำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหภาพยุโรป ที่เก็บภาษีสูงมาก ทำให้อาหารทะเลกระป๋องนำเข้าเข้ามาแข็งกับผู้ผลิตในยุโรปไม่ได้ และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ TUF ใช้วิธี M&A ซื้อกิจการอาหารกระป๋องในยุโรปซะเลย เพื่อให้เข้าสู่ตลาดนี้ได้แบบเต็มตัว แบรนด์ส่วนใหญ่ที่ TUF เข้าซื้อในยุโรปเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในตลาดด้วย

ในอเมริกันนั้นก็มีมาตรการกีดกันเหมือนกัน แต่ว่าภาษียังไม่สูงเท่า ทำให้อาหารกระป๋องนำเข้ายังพอเข้ามาแข่งขันได้ แต่ TUF ก็ใช้วิธีซื้อกิจการเพื่อให้ได้แบรนด์ใน US ด้วยเหมือนกัน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรต่างกับกรณีของยุโรป เพราะแบรนด์ที่เข้าซื้อใน US นั้นไม่แข็งเท่าไร และการแข่งขันโดยสินค้านำเข้าใน US ยังรุนแรงกว่าด้วย เพราะมาตรการกีดกันไม่หนักเท่ากับยุโรป

ความเสี่ยงของธุรกิจนี้ในแง่วัตถุดิบนั้นมีอยู่เสมอ เช่น ราคาวัตถุดิบที่ผันผวน เพราะเป็นสินค้าเกษตร บ่อยครั้งก็เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ รวมไปถึงปัญหาเรื่องโจรสลัดจับลูกเรือไปเป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่ แต่ที่ผ่านมา ปัญหาเหล่านี้มักเป็นปัญหาชั่วคราวทั้งสิ้น คือถ้าโผล่มาที กำไรของบริษัทก็จะลดลงไป 1-2 ไตรมาส จากนั้นก็กลับสู่ภาวะปกติ ไม่ค่อยเป็นปัญหาที่สร้างปัญหาให้กับบริษัทแบบเรื้อรัง อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ยาก นักลงทุนระยะยาวจึงควร ignore ปัจจัยเสี่ยงพวกนี้ไปเลยจะง่ายที่สุด อย่าไป panic มาก

ส่วนปัญหาทูน่าใกล้สูญพันธ์นั้น ที่จริงแล้วเป็นคนละพันธ์กับที่ใช้ทำอาหารกระป๋อง อุตสาหกรรมที่น่าจะกระทบจริงๆ น่าจะเป็นพวกธุรกิจปลาดิบ ซึ่งใช้ทูน่าตัวใหญ่ๆ เป็นหลัก ส่วนกุ้งนั้นส่วนใหญ่ปัจจุบันนี้เป็นการเลี้ยงในฟาร์มในประเทศเป็นหลัก ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ ข่าวร้ายเกี่ยวกับกุ้งน่าจะได้แก่ การที่ไทยจะหมด GSP กุ้งในตลาดยุโรปภายในปี 2557 แต่ TUF มีรายได้จากการส่งกุ้งไปยุโรปแค่ 2% ของรายได้รวมเท่านั้น หุ้นที่่น่าจะกระทบโดยตรงมากกว่าคือ CFRESH ซึ่งส่งออกกุ้งเป็นรายได้หลัก

อาหารทะเลกระป๋องนั้นเป็นอาหารที่ค่อนข้างเหมาะกับยุคสมัยใหม่ เพราะไขมันน้อย มีโอมาก้าสาม และยังบรรจุอยู่ในรูปที่เหมาะกับคนที่อยู่ในคอนโด ดังนั้น ธุรกิจของ TUF จึงไม่น่ามีปัญหาถ้าจะเติบโตให้ได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นของที่คนเราคุ้นเคยกันมานานมากๆ แล้ว ทำให้คงไม่ถึงกับเติบโตแบบก้าวกระโดดได้เช่นกัน น่าจะเป็นการค่อยๆ โตไปเรื่อยๆ หลังจากนี้ ไป (แบรนด์ยุโรปอันดับหนึ่งก็ซื้อไปแล้ว ในอเมริกาเจ้าตลาดเค้าคงไม่คิดจะขาย ฉะนั้นการเติบโตเยอะๆ ด้วย M&A หลังจากนี้อาจทำไม่ได้เยอะ) ส่วน AEC นั้น เป็นโอกาสของ TUF ในเรื่องการนำแบรนด์ฟิชโช่และซีเล็คทูน่าเข้าไปเปิดตลาด เป็นหลัก เพราะแบรนด์ไทยน่าจะพอเข้าตลาด AEC ได้ ส่วนในตลาดโลกนั้น การเจาะแบรนด์เพิ่มไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะการยอมรับแบรนด์จากประเทศไทยไม่ใช่ของง่าย คงอาศัยการเติบโตด้วย OEM และออกานิคของแบรนด์เดิมที่ได้ซื้อมาควบคู่กันไป ตลาด OEM ยังมีความจำเป็นอยู่แม้กำไรจะต่ำกว่าหาก TUF ยังต้องการครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง

รวมๆ แล้ว TUF น่าจะยังเป็นหุ้นที่พอจะเติบโตไปเรื่อยๆ ได้ในระยะยาว เพราะพอจะเข้ากันได้กับเมกะเทรนด์ แต่คงไม่ใช่อัตราการเติบโตที่สูงมากนัก เพราะธุรกิจการผลิต ถ้าจะให้โตแบบออกานิคอย่างเดียว จะเป็นธุรกิจที่โตเร็วๆ ได้ยาก เพราะมัน capital intensive มาก

ส่วนความผันผวนของกำไรระหว่างปีก็คงมีอยู่เรื่อยๆ เพราะปัจจัยทางธรรมชาติ ซึ่งคาดการณ์ล่วงหน้าได้ยากมากด้วย แต่มีข้อดีคือปัจจัยเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่เรื้อรัง (ถ้าปีไหนมี ก็จะแย่หน่อย แต่ว่าจะไม่แย่ข้ามปี พอปัจจัยหายไป ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิมได้) ธุรกิจโรงงานส่วนใหญ่จะมี cycle ของมัน คือ ลงทุน CAPEX ใหญ่ๆ สักปีหนึ่ง แล้วก็โตไปเรื่อยๆ สักสี่ห้าปี ก่อนที่จะต้องลงทุน CAPEX ใหญ่อีกครั้ง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรอบใหม่ ซึ่ง TUF ก็กำลังอยู่ในช่วงที่จะลง CAPEX เพ่ิมพอดีในปีหน้า จึงอาจเป็นสิ่งที่กดดันกำไร (ค่าเสื่อมสูงขึ้น) แต่หลังจากนั้นไปก็น่าจะเป็นรอบของการ utilize กำลังการผลิตต่อไปได้อีกหลายปีโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มแบบมีนัยสำคัญ จึงเป็นตัวที่ไปได้เรื่อยๆ แต่ไม่หวือหวา ถ้าหากราคาร่วงลงมาเพราะมีปัจจัยลบระยะสั้นมากระทบก็จะเป็นโอกาสที่น่าสนใจเสมอครับ

117: 0452: BLA

ธุรกิจประกันชีวิตถือเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าลงทุนในระยะยาว เพราะการประกันชีวิตถือเป็นการออมรูปแบบหนึ่ง ลูกค้าของบริษัทประกันชีวิตจึงมักต้องอยู่กับบริษัทเป็นเวลานาน ทำให้บริษัทสามารถสร้างฐานให้มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ได้ ต่างกับธุรกิจประกันภัยซึ่งลูกค้ามัก Switch ไปมาได้ง่าย เนื่องจากมีการแข่งขันด้านราคาสูง ธุรกิจประกันชีวิตจึงมีแนวโน้มทำกำไรได้มากกว่าประกันภัย Continue reading “117: 0452: BLA”

114: 0456: CPF

เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF มีพันธกิจหลักที่จะมุ่งไปสู่การเป็นครัวของโลก ซึ่งหมายถึงการขยายธุรกิจทั้งการส่งออกและการลงทุนด้านธุรกิจอาหารไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เพื่อผลิตอาหารแต่ละชนิดจากแหล่งที่มีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบในการผลิตอาหารนั้นๆ มากที่สุด แล้วส่งไปขายในประเทศที่มีความต้องการนั้นมากที่สุด Continue reading “114: 0456: CPF”