190: มุมมอง จอร์จ โซรอส 2013

ทองคำจะไปไม่ถึง $2000 ในปี 2013 แต่ถ้าหากทองจะลงก็จะลงได้ไม่มากนัก เพราะแม้ทองจะเป็น the ultimate safe haven แต่เวลาบรรดากองทุนขาดทุนในตลาดหุ้นมาก พวกเขาจะขายทองด้วยเพื่อเติมสภาพคล่อง

สงครามอิหร่าน นั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงได้ง่ายๆ (น่าจะกดดัน upside ของราคาน้ำมันนะครับ)

อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ไม่น่าจะกลับไปเพิ่มขึ้นใหม่ ค่าชดเชยที่หมดอายุจะทำให้คนกลับเข้าทำงานมากขึ้น (น่าจะส่งผลต่อนโยบายดอกเบี้ย Fed นะครับ)

กลยุทธ์ในเวลานี้ที่โซรอสแนะคือ ให้มองความอยู่รอดมากกว่าการทำกำไร โดยให้เลือกหุ้นของธุรกิจที่น่าจะไปรอดได้ในระยะยาว และอีกส่วนหนึ่งคือเก็บเป็นเงินสด

186: the new UV

UV เพิ่งทำ M&A ไปสองดีล คือ การตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้น GOLD และการเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของ Grand U แล้วตบท้ายด้วยการเพิ่มทุนใหญ่ของตัวเอง แล้วงบการเงินใหม่จะมีหน้าตาออกมาประมาณไหน?

ในส่วนของ GOLD นั้น ปรากฎว่า มีผู้นำหุ้น (และวอแรนต์) มาขายให้ UV เพียง 70% เท่านั้น (หุ้น+วอ = 50+20) โดยบริษัทต้องจ่ายเงินทั้งสิ้น 3, 744 ล้านบาท (ยังไม่รวมค่าใช้สิทธิแปลงวอร์ให้เป็นหุ้นในอนาคต ซึ่งบริษัทยังไม่ต้องใช้สิทธิตอนนี้ก็ได้ เพราะวอร์ยังไม่หมดอายุ)

ถ้าจะลองตรวจสอบราคาเข้าซื้อ GOLD ดู UV รับซื้อหุ้น GOLD ที่ 5.5 บาทต่อหุ้น ถ้าคำนวณเป็น Market Cap จะเท่ากับ 6300 ล้านบาท แต่ส่วนผู้ถือหุ้นล่าสุดของ GOLD คือ 6338 ล้านบาท เท่ากับซื้อที่ BV ประมาณ 1 เท่า (ไม่สามารถ Value ด้วย P/E ได้เนื่องจาก GOLD ขาดทุนอยู่)

ส่วน Grand U นั้น เดิม UV ถือหุ้นอยู่ก่อนแล้ว 60% แต่ขอซื้ออีก 40% จากผู้ถือหุ้นที่เหลือเพื่อให้กลายเป็นเจ้าของทั้งหมด โดยจ่ายเงินซื้อหุ้น 40% ไปในราคา 360 ล้านบาท

ถ้ามองในแง่ของราคาที่ซื้อกิจการมา มูลค่าของ Grand U ทั้งบริษัทคือ 360/0.4 หรือ 900 ล้านบาท แต่ 12 เดือนล่าสุด Grand U กำไร 176 ล้านบาท ก็เท่ากับ พีอี 5 เท่า

ส่วนการเพิ่มทุนของ UV เองนั้นเป็นขายหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 1.5 หุ้นใหม่ ต่อ 1 หุ้นเก่า ที่ราคาหุ้นละ 5 บาท ซึ่งบริษัทจะได้เงินสดเข้ามา 5, 735 ล้านบาท แต่ต้องนำส่วนหนึ่งไปใช้หนี้ที่ยืมมาเพื่อทำดีลไปด้วย อีกส่วนหนึ่งจะเป็นฐานทุนใหม่ที่ทำให้ D/E ลดลง เพราะตอนนี้มี D/E สูงถึง 2.2 เท่าอยู่

การรวมงบของสามบริษัทเข้าด้วยกันจะทำให้รายได้ของ UV เพิ่มขึ้นมาเพียง 25-30% เท่านั้น แต่ส่วนทุนของ UV นั้นเพิ่มขึ้นอีก 150% (จากการออกหุ้นใหม่ 1.5 หุ้นต่อหุ้นเดิม 1 หุ้น) จึงเป็นการบ้านใหญ่ของ UV ที่จะต้องดันกำไรในเพิ่มขึ้นในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญให้ได้ เพื่อให้ได้สัดส่วนกับฐานทุนหรือตัวหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่วนหนึ่งคงเกิดได้เลยจากการที่บริษัทใหม่มีหนี้ต่อทุนลดลงท ำให้ประหยัดดอกเบี้ยจ่ายได้มาก ซึ่งเคยเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ GOLD มีผลขาดทุนมาตลอด เพราะ 66% ของผลขาดทุนของ GOLD นั้นเกิดจากดอกเบี้ยจ่ายเป็นหลัก ผลขาดทุนตรงนี้น่าจะลดลงได้ทันทีแบบมีนัยสำคัญ เพราะบริษัทใหม่มีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้น แต่ตรงนี้ก็คงยังไม่พอที่จะ turnaround ธุรกิจของ GOLD ให้กลับมาเป็นกำไรได้ UV จึงยังต้องออกแรงเพิ่มอีกเยอะทีเดียว

184: มองงบการเงินใหม่ของ OFM?

B2S

(หน่วย:ล้านบาท) 2553 2554 2555(9m)
รายได้  3, 179 3, 259  2, 682
กำไรสุทธิ  75 7.8  90

OfficeDepo

ปี 2553 2554 2555(9m)
รายได้  2, 944 3, 008  2, 654
กำไรสุทธิ  99 113  134

OFM(เดิม)

ปี 2553 2554 2555(9m)
รายได้  914 1, 090  1, 273
กำไรสุทธิ  26 35  46

เนื่องจากงบปี 2555 ยังออกไม่เต็มปี ดังนั้นเทคนิคก็คือเราจะประเมินงบเต็มปีจากตัวเลข “เต็มปี” ของปี 2544 แล้วคูณด้วยการเติบโตของ 9 เดือนแรกของปีนี้แทน (ใช้การเติบโตของเก้าเดือนแรกของปีนี้เป็นตัวแทนของการเติบโตทั้งปีของปีนี้)

การเติบโตของรายได้ช่วง 9 เดือน ปี 55 เทียบปี 54

B2S OfficeDepo OFM
Sales Growth 10.8% 13.3% 26%

รายได้ของบริษัทใหม่ (the new OFM) ณ ปี 2555 จึงประมาณได้เท่ากับ 3259×1.108 + 3008x 1.133 + 1090×1.26 = 8, 392 ล้านบาท (ไม่แน่ใจว่า สามบริษัทนี้มีรายได้ระหว่างกันบ้างรึเปล่า แต่สมมติว่าไม่มีก็แล้วกัน)

Profit Margin ในระดับปกติของ Retailer ควรจะเท่ากับ 4% จะได้ว่า กำไรสุทธิของ the new OFM ในปี 2555 โดยประมาณ เท่ากับ 8392 x 0.04 = 336 ล้านบาท

the new OFM มีหุ้นเพิ่มขึ้น 4 เท่า จากของเดิม เพราะตกลงกันว่าให้กลุ่มจิราธิวัฒน์ถือหุ้น 75% และผถห. OFM เดิมทั้งหมดถือหุ้นรวมกัน 25% ดังนั้น บริษัทใหม่จะมีหุ้นทั้งหมด 320 ล้านหุ้น

ราคาหุ้น ณ เมื่อวานคือ 51.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Market Cap ใหม่ 51.75×320 = 16, 560 ล้านบาท

เท่ากับ PE ปี 2555 อยู่ที่ 16, 500/336 = 49 เท่า

ผู้บริหารบอกว่า บริษัทต้องการเติบโตปีละ 25% และยังขึ้นอยู่กับ Profit Margin ใหม่ว่าจะต่างจากที่ประมาณไว้ที่ 4% มากหรือน้อยแค่ไหนด้วย

179: กำไรรวม บจ.ไตรมาส 3

ไตรมาส 3 น่าจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีของปีนี้ เพราะไตรมาส 2 มีพลังงานและปิโตรเคมีที่ขาดทุนสต็อกกันเยอะ (one-time) ส่วนไตรมาส 4 ปีที่แล้วฐานต่ำมาก เพราะน้ำท่วม

ผลปรากฎว่า บจ.ใน SET มีกำไรสุทธิรวมกัน สูงขึ้น +35% yoy ส่วนรายได้นั้นก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ที่ +8.7%

ปี (หน่วย:พันล้านบาท) 2554-> 2555
รายได้ 2, 347 2, 551
กำไรสุทธิ 160 216

(จำนวนบริษัทใน SET ที่ส่งงบ ปี 54 vs ปี 55 คือ 472 vs. 478 บริษัท)

118: 0453: สิงหาคม 2011

ตลาดหุ้นดูเหมือนจะผันผวนขึ้นอย่างชัดเจน หลังจาก S&P ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือพันธบัตรสหรัฐฯ ลงจากระดับสูงสุด ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบกว่าเก้าสิบปีเลยทีเดียว ผสมโรงกับตัวเลขปรับปรุงใหม่ที่บ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมากลับไม่ได้สูงอย่างที่คิด โดยครึ่งปีแรกของ 2011 เติบโตได้เพียง 0.8% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำเกินไป และทำให้โอกาสที่เศรษฐกิจอาจกลับไปถดถอยในอนาคตอันใกล้เป็นไปได้สูงขึ้น Continue reading “118: 0453: สิงหาคม 2011”