ตอนที่ 10: ratio analysis
เมื่ออ่านงบการเงินเป็นแล้ว สิ่งต่อไปที่นักลงทุนอาจจะลองทำดูก็คือ การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ (ratio analysis) โดย
เมื่ออ่านงบการเงินเป็นแล้ว สิ่งต่อไปที่นักลงทุนอาจจะลองทำดูก็คือ การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ (ratio analysis) โดย
งบกระแสเงินสด ที่จริงแล้วก็คล้ายกับงบกำไรขาดทุนของบริษัทนั้นแหละ แต่แทนที่จะใช้เกณฑ์คงค้าง (accrued basis) ตามหลักบัญชี กล่าวคือ มีการทยอยตัดจ่ายค่าใข้จ่ายให้ตรงกับรายได้ที่เข้ามาด้วย
งบกำไรขาดทุน น่าจะเป็นงบการเงินที่คนทั่วไปเข้าใจง่ายที่สุด เพราะเป็นไปตามสมการ รายได้ – ค่าใข้จ่าย = กำไร เขียนเรียงลำดับให้ดูทีละรายการ
สมัยนี้ไม่ค่อยมีใครปล่อยเงินสดที่มีอยู่ไว้เฉยๆ มิให้ทำงาน บริษัทก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีเงินค้างอยู่ในบริษัทเกินความต้องการใช้ของกิจการประจำวัน สำหรับบริษัทใหญ่แล้ว การทิ้งเงินเหล่านั้นไว้ในบัญชีกระแสรายวันเฉยๆ อาจคิดเป็นดอกเบี้ยที่หายไปจำนวนมหาศาลต่อวันเลยทีเดียว ดังนั้น
ส่วนของเจ้าของ หรือส่วนทุน เป็นเสมือนส่วนที่เหลือเป็นของผู้ถือหุ้นจริงๆ เพราะคือสินทรัพย์ของบริษัททั้งหมดที่หักด้วยหนี้ของบริษัทแล้ว ข้างในส่วนของเจ้าของมี item หลักๆ ที่เราควรทำความรู้จักไว้ดังนี้
หนี้สินในงบดุลของบริษัทก็แบ่งออกเป็น หนี้สินหมุนเวียน (กำหนดครบชำระไม่เกินหนึ่งปีข้างหน้า) และหนี้สินไม่หมุนเวียน (เกินหนึ่งปี) เพื่อให้นักลงทุนเห็นชัดเจนว่า
สินทรัพย์ถาวร หรือเรียกว่า สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ในงบดุล ที่พื้นฐานที่สุดของบริษัทคงหนีไม่พ้น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ที่ใช้ประกอบธุรกิจทั่วไป ตามมาตรฐานบัญชีเก่าจะกำหนดให้บริษัทบันทึกมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรเหล่านี้
ถัดจากลูกหนี้การค้าในงบดุลลงมาก็มักจะได้แก่ สินค้าคงคลัง (inventory) หรือที่นิยมเรียกว่า สต็อกสินค้า นั่นเอง บริษัทที่ผลิตสินค้าด้วยตัวเอง เช่น พวกโรงงานอุตสาหกรรม สินค้าคงคลังจะ
งบดุลของบริษัทเริ่มต้นด้วยการแจกแจงรายการสินทรัพย์ของบริษัททีละอย่าง ซึ่งจะเรียงลำดับจากสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงไปหาต่ำด้วย ดังนั้น
แนวคิดแรกสุดที่นักลงทุนควรรู้เกี่ยวกับงบการเงินคือ งบการเงินประกอบด้วยงบสำคัญ 3 งบ คือ งบแสดงฐานะการเงิน (หรือเรียกว่า งบดุล), งบกำไรขาดทุน (บางคนเรียกว่า P&L) และงบกระแสเงินสด แต่ละตัวมีประโยชน์ต่างกัน และต้องดูทั้งสามตัวจึงจะให้ภาพเกี่ยวกับบริษัทได้ครบถ้วน งบดุล