82: 0323: ผลตอบแทนที่คาดหวัง

การที่คุณตัดสินใจก้าวเข้ามาในตลาดทุน คุณหวังจะได้ผลตอบแทนเท่าไรต่อปี?

ถ้าหากคุณเพียงแค่อยากให้เงินออมของคุณ ได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากในยุคปัจจุบันที่แสนจะต่ำเตี้ยเท่านั้น ผลตอบแทนทื่คุณคาดหวังก็อาจอยู่ในระดับแค่ 5% ผลตอบแทนในระดับนี้ถ้าคุณถือหุ้นแช่ไว้รอรับเงินปันผลสัก 3% ต่อปี และหุ้นในพอร์ตของคุณก็มีกำไรเติบโตโดยเฉลี่ยพอๆ กับเงินเฟ้ออีก 2% ต่อปี (กิจการไม่จำเป็นต้องมีการเติบโตที่แท้จริงเลยก็ยังได้) คุณก็บรรลุเป้าหมายนี้ได้แล้ว (อย่างไรก็ตาม การเข้ามาในตลาดหุ้นแล้วหวังผลตอบแทนแค่ 5% ต่อปีนั้น ดูจะไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของตลาดหุ้นเท่าไร การถือหุ้นแทนฝากเงินนั้นมีความเสี่ยงที่จะสูญเงินต้นเพิ่มขึ้นมาก ผลตอบแทนในระยะยาวของการถือหุ้นจึงควรได้ไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี)

ถ้าคุณเข้ามาเพื่อใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือในการ ออมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ ถ้าหากคุณสามารถทำผลตอบแทนในตลาดหุ้นให้ได้เฉลี่ยปีละ 10% คุณก็บรรลุเป้าหมายนี้ได้แล้ว เพราะสมมติว่าคุณออมเงินปีละ 100, 000 บาทตั้งแต่อายุ 25 ปีและวางแผนจะเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปี (มีเวลาสร้างผลตอบแทน 35 ปี) ถ้าคุณทำผลตอบแทนในตลาดหุ้นได้เฉลี่ย 10% ต่อปีจริงๆ เมื่อครบกำหนด คุณจะมีเงินมากถึงเกือบ 30 ล้านบาทซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเกษียณโดยมาตรฐานของคนส่วนใหญ่แล้ว การเลือกลงทุนในกองทุนรวมเช่น RMF LTF หรือลงทุนเองแบบค่อนข้าง passive สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายแบบนี้ได้โดยไม่ต้องเกาะติดตลาดมากเกินไป

แต่ถ้าคุณเข้ามาในตลาดหุ้นเพื่อหวังจะประสบ “อิสรภาพทางการเงิน” (แนวคิดที่มีอิทธิพลมากในปัจจุบัน) คุณต้องฟิตมากหน่อย การได้ผลตอบแทนแค่ 10% ต่อปีอันเป็นผลตอบแทนระดับมาตรฐานของตลาดหุ้นในระยะยาวนั้น ไม่อาจทำให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้ เพราะกว่าคุณจะ “รวย” ก็ต้องรอถึงอายุ 60 ปี ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ชีวิตของคุณก็ผ่านโอกาสที่จะทำอะไรต่อมิอะไรไปเยอะมากแล้ว ยากที่จะได้ทำอะไรที่ฝันอยากทำ เช่น การท่องเที่ยวรอบโลก การได้เลี้ยงลูกแบบใกล้ชิดในตอนที่ลูกยังเล็กๆ อยู่ การได้เปลี่ยนมาทำงานที่ชอบอย่างเดียวโดยไม่ต้องสนใจเรื่องเงินเดือนอีกต่อไป หรือการได้เปิดมูลนิธิ หรือแม้แต่การได้ขับรถสปอร์ตเปิดประทุนคันหรูๆ (ผมว่าขับตอนผมหมดหัวแล้ว มันไม่ค่อยเท่เท่ากับได้ขับตอนที่ยังหนุ่มๆ นะครับ) ฯลฯ ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าจะเรียกว่าประสบอิสรภาพทางการเงินก็น่าจะต้องเกษียณได้ก่อนอายุ 40 ปี ซึ่งถ้าจะใช้มาตรวัดเดียวกันกับในกรณีที่ผ่านๆ มาลองคำนวณดูใหม่จะพบว่า คุณจะต้องหาผลตอบแทนในตลาดหุ้นให้ได้ในระดับ 35% ต่อปีเป็นอย่างน้อยจึงจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้

ผลตอบแทนในระดับ 35% ต่อปีนั้นอาจจะฟังดูไม่เยอะ เพราะเรามักพบเห็นคนได้กำไรจากหุ้นปีเดียว 100-200% อยู่บ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วในระยะยาวการได้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก คนที่ได้กำไรปีเดียว 100% ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวของเขาจะต่ำกว่านั้นเสมอ เพราะการอยู่ในตลาดหุ้นตลอดเวลาย่อมต้องมีปีที่ได้กำไรน้อยหรือขาดทุนด้วยเสมอ เมื่อถัวเฉลี่ยกันหลายๆ ปีแล้วผลตอบแทนย่อมต่ำลง อีกทั้งการที่เราได้กำไรจากหุ้นตัวใดตัวหนึ่งปีเดียว 100% ที่จริงแล้ว ผลตอบแทนของทั้งพอร์ตของเราจะน้อยกว่านั้นเสมอ เพราะส่วนใหญ่เราคงไม่กล้าซื้อหุ้นตัวเดียวทั้งพอร์ต เมื่อถัวกับหุ้นตัวอื่นที่ไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าแล้ว ผลตอบแทนของทั้งพอร์ตย่อมลดลง ถ้าจะให้ได้ผลตอบแทนของพอร์ต 100% ก็ต้องมีหุ้นที่ได้ผลตอบแทน 200% หรือมากกว่า เพื่อเอาถัวกับตัวอื่นที่ไม่ perform การทำผลตอบแทนทั้งพอร์ตเป็นตัวเลขสูงๆ ทุกปีจึงไม่ได้ง่ายนัก

ถ้าเป็นแนวการลงทุนที่มีลักษณะค่อนข้าง passive นั้น แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวได้สูงถึง 35% ต่อปี วอเรน บัฟเฟตซึ่งเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกนั้นสามารถทำผลตอบแทนในระยะยาวได้เพียงแค่ 21% ต่อปีเท่านั้น เพราะธุรกิจจริงๆ ซึ่งเป็นตัวสร้างผลตอบแทนที่แท้จริงของตลาดหุ้น ทำผลตอบแทนได้แค่ 10-15% ต่อปีเท่านั้น ถ้าจะทำผลตอบแทนจากหุ้นให้ได้มากกว่าธุรกิจจริงๆ ก็ต้องอาศัยการซื้อถูกขายแพงร่วมด้วย ซึ่งหมายความว่า คุณจะต้องลงทุน่ในแบบที่ active พอสมควร เช่น จอร์จ โซรอส ที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยตลอดชีพได้สูงถึง 29% เป็นต้น และก็ไม่ใช่ว่าคุณลงทุนแบบ active แล้วจะได้ผลตอบแทนมากขึ้นเสมอไป คุณอาจได้ผลตอบแทนน้อยลงด้วยก็ได้ การได้ผลตอบแทนมากขึ้นจึงต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วย

ดังนั้นหากเป้าหมายการลงทุนของคุณคือการประสบอิสรภาพทางการเงิน ขอบอกว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายที่ง่าย จะมีคนจำนวนไม่มากนักที่บรรลุเป้าหมายนี้ได้เหมือนๆ กับคนที่รวยด้วยอาชีพอย่างอื่น การที่ตลาดหุ้นเป็นเพียงแค่การสั่งซื้อและขายทำให้เรารู้สึกว่าตลาดหุ้นเป็นอาชีพที่ทำเงินได้ง่ายแต่อะไรที่ดูง่ายๆ นั้นแหละที่มักจะยากที่สุด กฏของธรรมชาติที่ว่าคนที่ประสบความสำเร็จจะมีจำนวนน้อยเสมอในทุกสายอาชีพเป็นกฏที่เป็นจริงสำหรับตลาดหุ้นด้วย ผมแนะนำว่า คนที่มีเป้าหมายระดับนี้ทุกคนควรถือว่าตลาดทุนเป็นเป้าหมายหลักของชีวิตเลยทีเดียว คนที่มุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับการลงทุนอย่างแท้จริงเท่านั้นที่จะเป็นคนส่วนน้อยของตลาดที่มีโอกาสที่จะรวยด้วยหุ้นได้ ต้องขยัน และต้องให้เวลากับมันมากกว่านักลงทุนทั่วๆ ไป  Effort ที่ใส่เข้าไปจะต้องสอดคล้องกับระดับผลตอบแทนที่เราคาดหวังเสมอ ใครที่เข้ามาเพียงแค่หวังว่าลมๆ แล้งๆ ว่า เราจะรวยได้แบบฟลุ้คๆ โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงนั้น ผมขอบอกว่า ไม่มีทางเป็นไปเลยครับ

7 thoughts on “82: 0323: ผลตอบแทนที่คาดหวัง”

  1. ชีวิตนี้ไม่ขอมาก แค่เฉลี่ยระยะยาว 12-15% ต่อปี reinvest ทุกปี เลือกหุ้น ที่โดดเด่นกว่าตัวอื่นในตลาดหลักทรัพย์ แบบ 7thltg น่าจะทำให้ตอนเกษียณสุขสบายพอควร

  2. ออมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ ปีละ 100,000 บาท แล้วได้ 30 ล้านตอนเกษียณ ก็ถือว่าได้ผลตอบแทนทีมากแล้วครับ การจะได้ 35%ต่อปี ติดต่อกันหลายๆปี แปลว่าเราต้องทายถูกติดกันทุกปี ผมว่ามันยาก… เหมือนเล่นไพ่”ได้”ทุกตา ทั้งสี ทั้งดอก

    คนที่ได้ระดับนั้น น่าจะมีความพิเศษในการเข้าถึงข้อมูลบางอย่าง แล้วเล่นหนัก ซึ่งบางตัวของนักลงทุนระดับโลก เป็นลักษณะนี้ครับ

  3. ถ้าต้องการผลตอบแทนระดับ 35% จะต้อง aggressive ในเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล ทนความเสี่ยงความผันผวนที่สูงขึ้น ใช้เวลาปกติที่เราต้องทำงาน ดังนี้นรายได้จากการทำงานของเรา ต้องถือเป็นต้นทุนของคนที่เล่นแบบ agrressive ด้วยนะ คิดยังงี้แล้ว ทำงานด้วย ลงทุนด้วยแบบ 7thLTG น่าจะ match กับเรามากที่สุดแล้วล่ะ

  4. หนทางสู่อิสรภาพทางการเงินอีกอย่าง ที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าการทำผลตอบแทนเฉลี่ยมากถึง 35%ต่อปี ก็คือการเพิ่มเงินออมให้มากกว่า 100,000 บาทต่อปี แทนไงครับ

  5. จริงๆ ถ้าพยายามหาหุ้นที่ระยะยาวน่าจะเติบโตได้เรื่อยๆ และปันผลอย่างน้อย 8% ผลตอบแทนระยะยาวก็น่าจะเกิน 10% ได้ แต่ก่อนลงทุนต้องคิดถึง downside risk ก่อน

    ต้องแน่ใจว่าหุ้นที่เราลงทุนมี downside risk ต่ำมาก เพื่อลดโอกาสการขาดทุน เพราะการขาดทุนจะทำให้เราต้องทำกำไรมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลการลงทุนที่ต้องการ

  6. ” จริงๆ ถ้าพยายามหาหุ้นที่ระยะยาวน่าจะเติบโตได้เรื่อยๆ และปันผลอย่างน้อย 8% ผลตอบแทนระยะยาวก็น่าจะเกิน 10% ได้ แต่ก่อนลงทุนต้องคิดถึง downside risk ก่อน ”

    – มีด้วยหรอครับ หุ้นที่ปันผลอย่างน้อย 8% และระยะยาวยังเติบโตได้ ส่วนมากหุ้นที่จ่ายปันผล

    ระดับนั้น ก็มักจะเป็นธุรกิจที่อิ่มตัวแล้ว คือไม่ต้องการเงินสดจากการดำเนินงานไปขยายกิจการ

    จึงเอาเงินสดที่มีอยู่มากในบริษัทออกมาจ่ายปันผล ( ตัวอย่างที่เห็นชัดๆก็ advanc )แต่ก็ต้องทำใจว่าในระยะยาว กไรคงไม่โตแล้ว

    * หุ้นที่ปันผลปีละ 8 % และยังเป็นหุ้นเติบโตได้ โดยเฉลี่ยในระยะยาว ผมยังไม่เคยเจอเลยครับ

    ถ้าใครเจอก็ช่วยบอกผมหน่อยละกัน

  7. ปันผลกี่เปอร์เซนต์มันวัดยากครับ ขึ้นกับราคาที่คุณซื้อมาด้วย

    การจะปันผลออกมามากๆแล้วโตด้วย แสดงว่ากระแสเงินสดต้องดี ขยายกิจการโดยไม่ต้องลงทุนมาก ไม่ก็พวกเอาเครดิตของ supplier ไปขยายสาขา ผมว่าก็พอมีนะครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*