388: อุตสาหกรรมที่น่าสนใจในระยะกลาง (ต่อ)

ในครั้งก่อน ผมได้สรุปไปว่า อุตสาหกรรมที่น่าสนใจในระยะกลางในความเห็นของผมเวลานี้คือ ธุรกิจการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจสื่อสาร

ในครั้งนี้อยากเขียนถึงบริษัทเหล่านี้เพิ่มเติม เพราะมีประเด็นปลีกย่อยบางประเด็นที่คิดว่าอยากนำเสนอไว้เป็นไอเดียในการเลือกหุ้นเพิ่มเติม

ธนาคารพาณิชย์ยังไงผมก็ชอบแบงก์ใหญ่มากกว่าแบงก์เล็ก เพราะได้เปรียบกว่าในทุกทาง ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ก็จะลงทุนเท่ากัน แต่คืนทุนได้ก่อน เพราะว่าฐานคนใช้เยอะกว่า เก็บค่าธรรมเนียมได้มากกว่า ความเสี่ยงก็ต่ำกว่าเพราะกระจายลูกค้าได้เยอะกว่า แบงก์เล็กจะแข่งอะไรก็เสียเปรียบหมด ดูเหมือนว่าแม้แบงก์ใหญ่จะมีฐานที่ใหญ่มากแล้ว แต่กลับยังมีการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมสูงกว่าแบงก์เล็กอยู่ แสดงว่าภาวะปลาใหญ่กินปลาเล็กยังคงดำเนินต่อไป

ธุรกิจธนาคารยังไงก็เป็นธุรกิจที่ดี เพราะมีแบงก์ชาติคอยควบคุมไม่ให้มีจำนวนผู้เล่นมากเกินไป หลังวิกฤตการเงินไทยต้องรีบทำให้แบงก์มีกำไรเยอะๆ เพื่อมาล้างขาดทุนจากการกันสำรอง จนทุกวันนี้แบงก์กำไรเยอะมากแล้ว แต่เกราะป้องกันต่างๆ เหล่านั้นก็ยังไม่ถูกยกออกไป ทำให้ธนาคารได้ประโยชน์อย่างมาก

ธุรกิจประกันชีวิตก็เป็นธุรกิจการเงินที่ดีเพราะมีโอกาสเติบโตสูง ดังจะเห็นได้จากการที่แม้แต่ธนาคารก็ยังอยากเป็นเจ้าของประกันชีวิตกัน ธุรกิจนี้ด้านหนึ่งแข่งขันกันด้วยการโฆษณา ซึ่งเป็นการแข่งขันที่  win-win ทั้งอุตสาหกรรม เพราะช่วยกันสร้าง awareness ให้ลูกค้ามากขึ้น เป็นธุรกิจที่ไม่ไปไล่ฟันราคาค่าเบี้ยกัน แต่แข่งกันที่ช่องทางในการเข้าถึงลูกค้ามากกว่า เมื่อได้ลูกค้ามาแล้ว ลูกค้าก็อยู่กับบริษัทนานเป็นสิบปี เบี้ยประกันรวมของทั้งตลาดก็เติบโตเป็นสองเท่าของจีดีพีทุกปี แถมยังมีมาตรการภาษีต่างๆ มาช่วยกระตุ้นตลาดอีก เป็นภาพที่ต่างจากประกันภัยเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาประกันชีวิตแข่งกันที่ช่องทางเข้าถึงลูกค้าผ่านระบบธนาคาร แต่ช่วงนี้คิดว่าช่องทางค่อนข้าง stable แล้ว ดังนั้นคิดว่าไม่ว่าตัวไหนในกลุ่มนี้ ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ดูน่าสนใจพอๆ กันหมด

พวกสินเชื่อบุคคลก็เป็นอีกธุรกิจที่ดูน่าสนใจ แม้ว่าจะยังมองไม่เห็นเป็นรูปธรรมว่า จะมีข่าวดีอะไร แต่สภาวะที่เงินล้นแบงก์ รัฐต้องการกระตุ้นการบริโภค ธุรกิจนี้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะได้ประโยชน์ในที่สุด 

แต่สินเชื่อบริโภคที่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไรคือ ลีสซิ่งรถยนต์ เพราะตลาดนี้แข่งดุ รายใหม่ที่เข้ามาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อแย่งลูกค้า ทำให้สุดท้ายแล้วมักจะบาดเจ็บกันหมด เป็นธุรกิจที่มีผู้เล่นเยอะเกินไป แทบทุกแบงก์ก็มีส่วนธุรกิจนี้มาแข่งกับคนอื่นอีก ดูเป็นตลาดที่โหด ไม่น่าลงทุนระยะยาว 

อสังหาริมทรัพย์ที่ว่าดีนั้นควรเป็นธุรกิจที่ทำให้บ้านเมืองดูทันสมัย (เน้นไปที่การอยู่อาศัยของคนชั้นกลาง) ได้ประโยชน์จากทำเลใหม่ๆ ที่รถไฟฟ้าหรือทางหลวงใหม่ๆ จะตัดผ่าน และควรเป็นบริษัทที่รู้จักใช้ประโยชน์จากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

ธุรกิจอสังหาที่เป็นแนวอุตสาหกรรม เช่น นิคมอุตสาหกรรม จึงอาจไม่เข้าข่ายที่น่าสนใจมากนัก ถ้าหากการส่งออกของไทยไม่ดีจริง ลูกค้าของกลุ่มนี้ก็อาจเติบโตไม่ดีนัก หรือถึงขั้นยากลำบากได้เลย ถ้าขยายไว้มากเกินไป ถ้าหากสนใจนิคมอุตสาหกรรมจริงๆ ก็ต้องพยายามเลือกตัวที่มีศักยภาพในการออกกองทุน เพราะอย่างน้อยก็ยังมีตัวช่วย

ผู้พัฒนาโครงการบ้านดูจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดที่จะได้ประโยชน์จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นทำเลใหม่ๆ ที่รถไฟฟ้ามาสร้างให้ หรือการที่ผู้คนหาที่เก็บเงินไม่ได้ ทำให้มองอสังหาริมทรัพย์เป็นเครื่องเก็บสมบัติ (อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน) คอนโดดูน่าสนใจมากกว่าแนวราบ เพราะคอนโดเหมาะกับแนวรถไฟฟ้ามากกว่า และยังมีตลาดซื้อขายเปลี่ยนมือที่คล่องตัวกว่า ทำให้เหมาะกับการลงทุน แม้ว่าช่วงนี้ตลาดคอนโดยยัง oversupply อยู่ แต่เชื่อว่า น่าจะเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น เพราะเทรนด์ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่หันมาอยู่คอนโดก็ยังคงมีอยู่ ทำเลรถไฟฟ้าใหม่ๆ ก็ยังมีเพิ่มขึ้นด้วย

การเลือกหุ้น Developer นั้น ควรเลือกรายที่มีความสามารถในการควบคุมต้นทุนได้ดี มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาไม่เหมือนธุรกิจที่ตายแล้ว ทำสินค้าที่มีหน้าตาที่ดูล้ำสมัย ไม่เชย ปกติแล้ว พวกบริษัทมหาชนจะมีข้อได้เปรียบหลายอย่างอยู่แล้ว ทั้งชื่อเสียง และโอกาสที่ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยความสำเร็จของการแข่งขันในตลาดนี้ ส่วน Land Bank ไม่ใช่ปัจจัยความสำเร็จของอสังหายุคนี้เท่าไร เพราะเงินจม บริษัทสมัยนี้แข่งกันสร้างเร็วปิดโครงการเร็ว Turnover สูงๆ มากกว่าที่จะแข่งกันสะสมที่ดิน

ผู้พัฒนาห้างสรรพสินค้าก็เข้าข่ายทำให้บ้านเมืองทันสมัย วิถีชีวิตคนดีขึ้น เช่นกัน ถ้าหากเป็นห้างที่ออกไปต่างจังหวัดด้วยก็จะได้ประโยชน์จาก AEC และการเติบโตของหัวเมืองใหญ่ด้วย

แม้ว่าช่วงนี้จะมีคอมมูนิตี้มอลล์ผุดขึ้นมาก และดูเหมือนจะเป็นแนวโน้มใหม่ของห้าง เพราะใกล้บ้าน จอดรถได้เร็ว ดูไม่อึดอัด ฯลฯ แต่ผมมีความเห็นว่า คอมมูนิตี้มอลล์ เป็นอสังหาที่คืนทุนได้ช้ากว่าห้างแบบปิดมาก เพราะพื้นที่เช่าต่อไร่น้อยกว่าหลายเท่าตัว เท่าที่ศึกษาดู คอมมูนิตี้มอลล์ส่วนใหญ่จึงมี IRR ที่ไม่ค่อยดีนัก แม้ว่าคนเดินจะแน่นก็ตาม ยังไงๆ ห้างขนาดใหญ่ก็ยังเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมากกว่า โดยเฉพาะห้างขนาดมหึมา ที่เปิดอยู่บริเวณรอบนอก กทม. น่าจะยังเปิดได้อีกเยอะมาก ผู้ทำโครงการหาพื้นที่ผืนใหญ่ได้ง่าย  คนเดินไปแล้วได้ของครบ ที่จอดรถเยอะๆ แถมไม่ต้องเข้าเมืองให้รถติดด้วย

ธุรกิจสื่อสารนั้น ผมว่าน่าสนใจทั้งเจ้าของโครงข่ายมือถือ บรอดแบรนด์ เคเบิล หรือดาวเทียม หรือพูดง่ายๆ ก็คือ พวกที่สามารถสะสม subscribers ให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นฐานรายได้ได้ เพราะพวกนี้จะมีลูกค้าอยู่ในมือ ทำให้ต่อรองกับซัพพลายเออร์ได้ง่าย เอาของใหม่ๆ มาขายลูกค้าเดิมได้อีก หรือมิฉะนั้น ก็กินค่าหัวคิวต่างๆ หรือถ้าเห็นซัพพลายเออร์คนไหนไปได้ดี ก็ทำเอง หรือซื้อกิจการซะเลย เรียกว่า อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมดิจิตอล

ในขณะที่พวกเจ้าของช่องดิจิตอล ดูเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากกว่า เพราะถูกจับให้มาแข่งกันแย่งคนดูเยอะๆ ผูกขาดอะไรไม่ได้เลย แถมทุกวันนี้คนดูยังมีทางเลือกที่ไม่ใช่ทีวีเยอะขึ้นมาก เช่น เน็ต ยูทูบ เฟสบุ้ค เป็นต้น ดูแล้วกำไรของธุรกิจนี้น่าจะแย่ลงมากกว่าจะดีขึ้น ต่อให้เป็นรายที่เก่งที่สุด ก็แค่ประคองตัวได้เท่านั้น ไม่ใช่ธุรกิจที่โกยกำไร

34 thoughts on “388: อุตสาหกรรมที่น่าสนใจในระยะกลาง (ต่อ)”

  1. เป็นน้องไหม่ อยากเรียนรู้เรื่องหุ้นค่ะ สนใจมานานละแต่บางทีซื้อหนังสือมาอ่านก็เข้าใจบ้างไม่เข้าบ้าง แต่ตอนนี้เริ่มจะพอเข้าใจ นิดหน่อยค่ะ รบกวนพี่ๆแนะนำด้วยค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*