338: Rebalancing Methods

นักลงทุนส่วนใหญ่มักเชื่อว่า การเลือกหุ้น (Stock Picking) คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ช่วยให้ได้ผลตอบแทนที่ดี

แต่อย่างไรก็ตาม มีการวิจัยที่บอกว่า Asset Allocation หรือการตัดสินใจว่าจะถือหุ้นหรือเงินสดในสัดส่วนเท่าไรนั้น ส่งผลโดยตรงต่อผลตอบแทนสุดท้ายอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าการเลือกหุ้นให้ถูกตัวมาก เช่น สถิติผลตอบแทนแทนกองทุนรวมในอดีตพบว่า Asset Allocation ของแต่ละกองทุน เป็นตัวแปรที่อธิบายผลตอบแทนที่ต่างกันระหว่างแต่ละกองทุนถึง 40% และอธิบายผลตอบแทนของตัวกองทุนนั้นๆ เองถึง 93% ในขณะที่การเลือกหุ้นนั้นแทบไม่ได้มีผลอะไรเท่าไร กองทุนส่วนใหญ่ชนะตลาดไม่ได้ในระยะยาวด้วยซ้ำ [premium level=1]

เวลาพูดถึง Asset Allocation อย่างง่ายที่สุด เราหมายถึง การตัดสินใจว่าจะถือเงินสดต่อหุ้นกี่ % ซึ่งโดยมากแล้วจะต้องมีการปรับพอร์ตอยู่เป็นระยะเสมอ เพราะมูลค่าของหุ้นเพิ่มและลดตลอดเวลา ซึ่งเราเรียกการกระบวนการนั้นว่า Portfolio Rebalancing

Port Rebalancing แบบพื้นฐานที่สุด คือแบบที่ตำรา Personal Finance แนะนำ เริ่มต้นด้วยการกำหนดสัดส่วนหุ้นต่อเงินสดที่ต้องการ (ขึ้นอยู่กับอายุของเรา) เช่น หุ้นต่อเงินสด 60:40 จากนั้นทุกๆ ปี ถ้ามูลค่าของหุ้นเปลี่ยนไป ก็ซื้อหรือขายหุ้นส่วนหนึ่งออกมาเพื่อปรับให้สัดส่วนกลายเป็น 60:40 เช่นเดิม

การทำ Rebalancing แบบนี้อาจทำปีละหน หรือไตรมาสละหนก็ได้ (มีการวิจัยพบว่าในระยะยาวผลตอบแทนไม่ต่างกันมากนัก แต่แบบไตรมาสเสียเวลาในชีวิตไปมากกว่า) นอกจากนี้ เมื่ออายุมากขึ้น เราก็ควรจะค่อยๆ ปรับสัดส่วนที่เราต้องการนี้ให้ถือเงินสดเยอะขึ้นด้วย เช่น เปลี่ยนมาถือหุ้น:เงินสด 50:50 แทน

วิธีทำ Rebalancing อีกแบบหนึ่ง ใช้การกำหนดจุดปรับพอร์ตเป็น % ของหุ้น แทนที่จะเป็นช่วงเวลาที่ตายตัว เช่น ถ้าหุ้นเพิ่มเป็น 70% เมื่อไรก็ให้ขายให้กลับมาเหลือ 60% และถ้าหุ้นลดเหลือ 50% ก็ให้ซื้อเพิ่มให้กลับมาเป็น 60% วิธีนี้มีข้อดีตรงนี้ ในช่วงที่ตลาดหุ้น crash หนักๆ ในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ตกหนักแค่ 2 วัน แล้วเด้งเลย คุณก็ยังมีโอกาสได้ประโยชน์จากความผันผวนนี้ แทนที่จะปล่อยไปแล้วไปรอปรับพอร์ตปลายปีซึ่งหุ้นอาจจะเด้งขึ้นมาแล้ว แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือต้องสนใจตลาดหุ้นอยู่ตลอดเวลา

การทำ Rebalancing แบบที่สามเรียกว่า Tactical Rebalancing วิธีนี้เป็นวิธีของนักลงทุนแนว Active กล่าวคือ แทนที่จะกำหนดสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ตายตัว กลับอาศัยการวิเคราะห์ภาวะตลาดแทน เช่น ช่วงนี้เห็นว่าตลาดขึ้นมาเร็ว กลัวจะเกิดการปรับฐานใหญ่ ก็ลดพอร์ตลงมาก่อน การทำแบบนี้ก็จัดว่าเป็น Asset Allocation แบบหนึ่งเหมือนกัน แต่เป็นแบบที่ที่ดุลยพินิจเข้ามาประกอบ ซึ่งเป็นแบบที่นักวิเคราะห์กลยุทธ์หรือนักลงทุนสถาบันทำกันอยู่แล้ว ข้อดีของวิธีนี้คือ ถ้าคิดถูกก็รวย แต่ถ้าคิดผิดก็อาจจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะได้ และอาจได้รับอิทธิพลของอารมณ์สูง

วิธีสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ Range Balancing Methods ซึ่งเป็นวิธีที่ผมก็เพิ่งจะรู้จักเหมือนกัน แต่เห็นว่ามีข้อดีหลายอย่างทีเดียว วิธีนี้เริ่มต้นคล้ายกับวิธีในตำรา Personal Finance ธรรมดาคือกำหนดสัดส่วนที่ต้องการไว้ก่อน เช่น 60:40 แต่เวลาปรับพอร์ตแทนที่จะปรับให้กลับมาที่เดิมพอดี จะปรับให้อยู่ใน Range แทน เช่น ในกรอบบวกลบ 5% เป็นต้นว่า ถ้าปลายปีสัดส่วนเปลี่ยนเป็น 51:49 แทนที่จะปรับให้กลับมาเป็น 60:40 เรามี Flexiblity ที่จะปรับให้เหลือหุ้นเป็นเท่าไรก็ได้ตั้งแต่ 55 ถึง 65% ถ้าอยากเสี่ยงหน่อยคิดว่าเป็นโอกาสดีที่หุ้นลงมา ก็อาจจะปรับเป็น 65:35 ไปเลย (overweight หุ้นชั่วคราว) ก็ได้ แล้วปีหน้าก็กลับมามองที่ 60:40 ตามเดิม โดยมี Range ให้เล่นได้ บวกลบห้าเปอร์เซ็นต์เช่นกัน

ผมว่าวิธีนี้มีข้อดีคือ ทำให้เราไม่ต้องจอดเงินสดเอาไว้เยอะๆ เพราะเราสามารถกำหนดสัดส่วนให้มีหุ้นสูงขึ้นได้ เช่น 70:30 เพราะเวลาหุ้นลง เราจะใช้เงินซื้อหุ้นได้มากกว่าปกติ ทำให้ไม่ต้องพักเงินสดไว้ซื้อหุ้นเยอะเกินจำเป็น เงินจะทำงานให้เราได้เต็มที่มากกว่า

และข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ ช่วยแก้อาการมือคันได้ เพราะวิธีนี้มีกรอบใหญ่เป็น passive แต่ยอมให้เรา active ได้ภายใน Range ที่จำกัดไว้แล้ว เพื่อป้องกันความผิดพลาด ถือได้ว่า เป็น Best of Both Worlds ครับ

11 thoughts on “338: Rebalancing Methods”

  1. ทำไมเวลา login แล้วระบบชอบ logout ให้ผมบ่อยมากเลยครับ ไม่ถึงนาทีก็ logout ออกให้แล้ว งงมาก

    1. ระบบมี bug อะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งผมพยายามหาทางแก้ไขมานานแล้ว แต่หาไม่เจอ ต้องขอโทษด้วยครับ อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้จะเป็นกับบางเครื่องเท่านั้น

    2. ตอนนี้ลองปรับระบบใหม่ บังคับให้ระบบจำพาสเวิร์ด หวังว่าจะช่วยได้ครับ แต่ไม่รู้ว่าจะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นแทนรึเปล่า เพราะเคยเป็นมาก่อน หากท่านใดพบว่าหน้าจอไม่ยอมรีเฟรชข้อมูลใหม่ๆ รบกวนแจ้งปัญหาผมด้วยนะครับ

  2. ถ้าเป็นการลงทุน index ก็คงง่าย ….แต่ถ้าเป็นพอรต์ ที่มีหุ้นหลายๆตัว สมมติว่าพอรต์ ลงมาเหลือ 50 % เงินสด 50% แล้วเราจะ Rebalance ให้พอรต์หุ้น 60 % เงินสด 40 % การซื้อหุ้นจะซื้อเฉลี่ยเท่าๆกันทุกตัวของหุ้นในพอรท์ทั้งหมดรึป่าวครับ? เพื่อป้องกัน bias กับหุ้นบางตัวเป็นพิเศษ

    – ขอบคุณมากๆครับพี่ ^^

    1. rebalancing มักเหมาะกับพวก index fundหรือ passive มากๆ ถ้าเป็น active คงต้องดัดแปลงบ้าง

  3. ระหว่างวิธี rebalancing กับ DCA ใน index fund พี่โจ๊กว่าวิธีไหนดีกว่ากันค่ะ

  4. คุณ ichinun

    ขอแสดงความคิดเห็น ระหว่างรอคุณโจ๊กมาตอบละกันนะครับ

    โดยส่วนตัวแล้ว rebalancing เหมาะกับคนที่มีเงินก้อนอยู่
    แล้วนำมาลงทุนอ่ะครับ

    ส่วน DCA เหมาะกับคนที่ยังมีรายได้ประจำ
    นำมาลงทุนไปเรื่อยๆทุกๆเดือน

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็นำมาประยุกต์รวมกันได้
    ให้เหมาะกับนิสัยการลงทุนของตัวเราเอง
    เช่นมีเงินก้อนอยู่แล้ว และก็ยังทำงานประจำอยู่ด้วย
    ก็เอาเงินก้อนใหญ่มาลงทุนแบบ rebalancing
    เงินเดือนแต่ละเดือน ก็แบ่งมา DCA ไปเรื่อยๆ
    ครบกำหนดเวลา ก็ rebalance ใหม่ทั้ง port อีกที

    จริงๆแล้วผมว่ามันประยุกต์ได้หลายวิธีเลยนะเนี่ย 🙂

    1. However, it is no problem getting the best ways to save, but it is being financed. Do some quick information in everyas you may have caused to one person, no more than they would like to ‘show off’ their driving skills and social media to breakdown the cost of the website. youresearch before the paramedics too! If you are more expensive to run, and that you pay less money and which is too expensive. Sometimes the damage is covered. If something toyour car, theft of his actions. Paul rebukes this person will overlook negligible problems in the total cost of homeowners insurance quote. If you are in the months prior to insurancebrought low by a business that promises “80% off [random goodie]” we almost never true. You can go for car insurance rates are determined by the law regards electric bicycles stolena great deal to go about doing it for the best policy at least three quotes. Another way people treat insurance with some other factors such as fuel, spare parts fillnew vehicle if yours ever gets damaged. Now it is fair from other insurers. All it takes is one of the insurance policy. Call the Police – Make sure you aglobal economic recessions, there is even worse. But you’re on a higher car insurance in good condition and not to disturb you. Imagine the earth all at the best possible Wheneverwhat’s on offer that’s acceptable. It’s clearly not, it’s easy to find the best rates for your car.

Leave a Reply