298: EBITDA-CAPEX-DIV

เวลาบริษัทเปิดแผนเติบโต 3-5 ปี ว่าจะขยายกี่สาขา เพิ่มกำลังการผลิตเท่าไร รายได้จะโตเท่าไรต่อปี ก็อย่าเพิ่งดีใจ สิ่งที่เราควรทำเพิ่มเติมคือ ตรวจสอบความเป็นไปได้ของแผนนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ประการแรก บริษัทต้องใช้ เงินลงทุนเพิ่มเท่าไร เพื่อให้แผนขยายธุรกิจนั้นเกิดขึ้นได้ ตรงนี้ เราต้องดูจากแผน Capital Expenditure หรือ CAPEX ซึ่งไม่มีในงบการเงิน เพราะเป็น forward-looking บริษัทที่องค์กรใหญ่หน่อย อาจทำไว้ให้ดูตามสไลด์รายงานผลประกอบการ หรือ Analyst Meeting ต่างๆ ซึ่งอาจหาดาวน์โหลดได้ในเว็บของบริษัท แต่ถ้าหากไม่มี บางทีเราก็จำเป็นต้องสอบถามไปยัง IR ของบริษัทด้วยตนเอง หรือถ้าบริษัทมางาน oppday ด้วยก็อาจจะฝากคำถามทางเน็ตไปให้ตอบก็ได้

เมื่อได้ตัวเลข CAPEX มาแล้ว เราควรเทียบกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานต่อปีของบริษัทก่อนว่าได้สัดส่วนกันหรือไม่ วิธีประเมินกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดีที่สุด ไม่ใช่ตัวเลข Cash flow from operating ในงบกระแสเงินสด เพราะนิยาม CFO ในทางบัญชีนั้นรวมรายการหลายอย่างที่ไม่ควรนับเป็นกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในทางการเงิน ตัวเลขที่น่าจะประมาณได้ดีกว่าคือ EBITDA

วิธีหา EBITDA คือ ให้เอา กำไรจากการดำเนินงานก่อนภาษีและดอกเบี้ยจ่าย (EBIT) ที่อยู่ในงบกำไรขาดทุน มาบวกด้วย ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจ่าย ที่หาได้จากบรรทัดหนึ่งใน งบกระแสเงินสด เราอาจเรียก EBITDA ว่าเป็นกำไรที่เป็นเงินสดของธุรกิจก็ได้

จากนั้นให้ดูว่า แต่ละปี บริษัทจ่ายเงินปันผลปีละประมาณเท่าไร ให้นำมาลบออกจาก EBITDA ที่คำนวณได้ จะได้เป็นเงินสดส่วนที่บริษัทสามารถนำไปลงทุนได้ ถ้าหากตัวเลขนี้สูงกว่า CAPEX ที่บริษัทวางไว้ ก็แสดงว่า บริษัทสามารถขยายกิจการตามแผนธุรกิจได้โดยพึ่งพากำไรจากตัวธุรกิจเองล้วนๆ และไม่กระทบกระเทือนเงินปันผลด้วย (ยังจ่ายได้เหมือนเดิม ไม่ใช่อ้างว่าต้องลงทุนเพิ่มเลยขอลดเงินปันผลให้ช้ำใจ)

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูแล้วเหมือนจะขาดไปเยอะ ก็อย่าเพิ่งโวยวายทันที ลองดูว่าขณะนี้บริษัทมี D/E ratio เท่าไร ถ้าหาก D/E ratio ยังต่ำกว่า 1 เท่า บริษัทก็ยังมีการขอสินเชื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะหาเงินมาไฟแนนซ์ CAPEX ได้ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ถือหุ้นไม่ชอบที่สุด) ลองหาดูในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วยว่า บริษัทมีระบุไว้ให้ด้วยหรือไม่ว่า ยังมีวงเงินสินเชื่อเหลืออยู่กับธนาคารเท่าไร ถ้าหากตัวเลขตรงนี้สามารถนำมา match กับ CAPEX ที่ยังขาดอยู่ได้พอดี ก็ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก อ้อ ลืมไป D ใน D/E ratio นั้น อาจไม่รวมเจ้าหนี้การค้าก็ได้ ถ้าหากเป็นบริษัทที่มี cash cycle ติดลบ เช่นพวกค้าปลีกที่ติดเงินซัพพลายเออร์นานๆ ได้ เพราะเจ้าหนี้การค้าเป็นแหล่งเงินกู้ที่ไม่มีภาระดอกเบี้ย

ถ้าหากดูหมดแล้ว ก็ยังเห็นว่า CAPEX สูงเกินไป ก็ต้องสงสัยไว้ก่อนว่า บริษัทอาจทำไม่ได้จริง แค่วางแผนธุรกิจเว่อๆ ไว้ขายผ้าเอาหน้ารอด หรือว่าจะทำจริงๆ แต่มีแผนจะเพิ่มทุนในอนาคต ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีนัก หรือแม้แต่ถ้าบริษัทปฏิเสธว่าจะไม่เพิ่มทุนในระยะเวลาอันใกล้แน่ๆ แต่ดูตัวเลขแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ เราก็ต้องระมัดระวังไว้ก่อน เพราะสิ่งที่บริษัทพูดกับตัวเลขนั้นไม่สอดคล้องกันเลย

18 thoughts on “298: EBITDA-CAPEX-DIV”

  1. ขอความรู้พี่โจ๊กเพิ่มเติมอีกนิดนะครับ พอดีนั่งนึกถึง EV/EBITDA ก็เลยนึกถึงหัวข้อนี้ขึ้นมา คืออยากจะสอบถามพี่ว่าถ้าเราอยากรู้ว่าบริษัทสร้างเงินสดได้จริงๆปีล่ะเท่าไร เราไม่ต้องนำ EBITDA มาหัก ดอกเบี้ยกับภาษีเหรอครับเพราะยังไงถ้าบริษัทมีการกู้เงินก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยและแน่นอนพอสิ้นปีทางบริษัทก็ต้องจ่ายภาษีออกไป

    ขอบพระคุณพี่มากครับ

    1. ส่วนใหญ่ EBITDA จะใช้ตรวจความสามารถในการจ่ายหนี้ หรือความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุน ดังนั้นจึงยังไม่ได้รวมดอกเบี้ย เพราะจะเอามาเทียบกับดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายอีกที

  2. ยังสงสัยอยู่นิดๆอะครับว่าทำไมเราถึงใช้ EBITDA เป็นตัววัดกระแสเงินสดจากการดำเนินงานมากกว่า CFO

    เพราะถึงเราจะบวก DA ที่เป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีเข้าไปใน EBIT แต่ตัว EBIT มันก็ไม่ใช่กำไรที่เป็นเงินสดอยู่ดีไม่ใช่เหรอครับ เพราะงั้นผมเลยเข้าใจว่า EBITDA ไม่น่าใช่ Cash แต่น่าจะเป็นตัววัดผลการดำเนินงานของกิจการโดยไม่พวกค่าเสื่อมมาแหกตาเฉยๆ

    ในขณะที่ถ้าเราใช้ CFO ซึ่งมีการคำนวณ CWC ร่วมด้วย ถึงจะมีบางรายการที่เป็น non-cash อยู่บ้างตามที่พี่โจ๊กบอก แต่ก็น่าจะสะท้อน Cash ได้ดีกว่า EBITDA ไม่ใช่เหรอครับ เพราะ EBITDA มันคือเอา EBIT + ค่าเสื่อม,ค่าตัด เฉยๆ

    ขอบคุณคร้าบ

    1. EBIT ไม่ใช่เงินสด เพราะว่าถูกหักค่าเสื่อมออกไป พอเราบวกกลับค่าเสื่อม สิ่งที่ได้ก็คือเงินสดครับ ดังนั้น EBITDA ก็เป็นเงินสด

      CWC เป็นเงินสดเหมือนกัน แต่เป็นเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมการลงทุน ถ้าสิ่งที่เราอยากรู้คือ เงินสดที่เกิดจากกิจกรรมดำเนินงาน ก็ไม่น่าจะมี CWC มาเกี่ยวข้อง น่าจะเป็น EBITDA มากกว่า

  3. แต่ตัว EBIT มันก็คิดจากรายได้ที่มีทั้งขายสดและขายเครดิตไม่ใช่เหรอครับ ในเมื่อมันมีขายเครดิตอยู่ด้วย แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่ามันเป็นเงินสดเท่าไหร่ครับ

    ขอบคุณครับ

    1. อนุมานว่า เครดิตจะเปลี่ยนเป็นเงินสดในเวลาแค่ไม่เกิน 3 เดือนครับ

      ถ้าอยากใช้ CFO จริงๆ ก็ใช้ได้ครับ แต่บอกก่อนเลยว่า บริษัทจำนวนมาก CFO จากปีสู่ปี จะเหวี่ยงอย่างรุนแรงมาก จนเป็นตัวแทนพื้นฐานของบริษัทแทบไม่ได้เลย EBITDA คือตัวที่ smooth out มากกว่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*