293: โลกหลัง QE

เร็วๆ นี้ เฟด จะทยอยลดมาตรการ QE ซึ่งจะค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ จนถึงกลางปีหน้า

ส่วนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น กว่าเฟดจะเริ่มทำจริงๆ ก็อาจเป็นอีก 1-2 ปีถัดจากนี้

แน่นอนว่ากระบวนเหล่านี้ ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกบ้างไม่มากก็น้อย เพราะที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกได้รับอานิสงส์จากมาตรการเหล่านี้ไปไม่น้อย

แล้วโลกหลัง QE ล่ะจะเป็นอย่างไร?

ในมุมมองของผมนั้น แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาฟื้นตัวได้แล้ว แต่อัตราการเติบโตที่ระดับสมดุลใหม่ก็คงจะไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์ เพราะไม่มีฟองสบู่สินเชื่อบ้านมาคอยกระตุ้นกำลังซื้อเหมือนในอดีต  และภาครัฐของสหรัฐฯ เองก็ยังต้องมีหนี้สูงมากต่อไปอีกนาน ดอกเบี้ยนโยบายในยุคต่อไปจึงอาจสูงกว่าในเวลานี้ได้บ้าง แต่สหรัฐก็คงยังต้องใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำต่อไป เพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและช่วยลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยหนี้ให้แก่ภาครั

ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ก็คงมีสภาพที่ไม่ต่างกันมากนัก ทั้งสหภาพยุโรปที่คนแก่ตัวลง ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้น้อยลง แต่กลับมีรายจ่ายสวัสดิการมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ทำให้ รัฐจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่่ำ เพื่อพยุงฐานะการเงินของภาครัฐ และช่วยแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินต่อไปด้วย ญี่ปุ่นก็เช่นกัน อันที่จริง ญี่ปุ่นอยู่ในสภาวะดอกเบี้ยต่ำถาวรมาตั้งนานแล้ว ก่อนจะเกิดวิกฤตซับไพรม์เสียด้วยซ้ำ และปัจจัยต่างๆ ยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไรนัก ทำให้ญี่ปุ่นยังต้องเป็นประเทศดอกเบี้ยต่ำเหมือนเดิม

ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยโลกยุคหลัง QE อาจสูงขึ้นกว่าเวลานี้บ้าง แต่ก็ยังต้องอยู่ในระดับที่เรียกว่า “ต่ำ” ต่อไป เราอาจมองประเทศพัฒนาแล้วทั้งหมดเป็นคล้ายกับๆ ประเทศญี่ปุ่นในช่วงยี่สิบปีล่าสุดที่อัตราดอกเบี้ยต่าถาวร และเงินเฟ้อก็ต่ำมากหรืออาจถึงขั้นติดลบ การที่เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ไม่ได้เติบโตมากนัก ยิ่งทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ ไม่มีแรงกดดันให้ต้องขึ้นดอกเบี้ย การใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไปเพื่อช่วยเศรษฐกิจของตัวเองและลดภาระดอกเบี้ยจึงไม่มีอุปสรรคมากนัก

ประเทศกำลังพัฒนาอาจได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาเหล่านี้เติบโตไม่ดีในยุคต่อไป แต่ยังไงเสีย ประเทศกำลังพัฒนาก็คงมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า โดยกำลังซื้อจากผู้บริโภคภายในประเทศจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นตามการขยับขึ้นของวิถีชีวิตของคนในประเทศเหล่านี้แทนที่การส่งออกอย่างสมัยก่อน และในเมื่อดอกเบี้ยของประเทศพัฒนาแล้วก็ต่ำจะทำให้กระแสทุนของโลกไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาอีกเช่นเดิม (Carry Trade)

ดูแล้วโลกยุคหลัง QE ตลาดหุ้นเกิดใหม่ก็ยังเป็นจุดที่น่าลงทุนมากที่สุดโดยเปรียบเทียบอยู่ดี แต่จะมีการบริโภคและการลงทุนในประเทศเป็นแรงผลักดันหลักร ย่ิงถ้าหากเป็นประเทศเกิดใหม่ที่ภาครัฐฯ มีฐานะทางการเงินที่ดีด้วย ยิ่งน่าสนใจ เพราะจะเป็นประเทศที่ยังมีเครื่องมือในการบริหารจัดการและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกมาก ประเทศกำลังพัฒนาที่มีขนาดกลางๆ หลายประเทศดูน่าสนใจไม่แพ้ประเทศจีนและอินเดีย หรืออาจจะดูน่าสนใจมากกว่าด้วยซ้ำ ถ้าหากมีนโยบายที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการลงทุนที่ดี ซึ่งก็น่าจะรวมทั้งประเทศไทยด้วย

ถ้ามองดูตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย สินค้าโภคภัณฑ์ในยุคหลัง QE ไม่น่าจะบูมมากเท่ากับสมัยก่อน เพราะเศรษฐกิจโลกคงไม่ได้เติบโตร้อนแรงขนาดนั้น ทำให้ โอกาสที่จะเกิดภาวะตึงตัวของอุปทานแบบเดิมจึงมีน้อยกว่า เมื่ออุปทานกับอุปสงค์โตทันกัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็อาจแค่ไปได้เรื่อยๆ เท่านั้น ไม่หวือหวา การพิมพ์เงินก็คงไม่มีแล้วในระยะเวลาอันสั้น เพราะดูแล้วมีแต่ละลดลงมากกว่า  ทั้งหมดนี้จึงยิ่งทำให้ตลาดทุนของประเทศเกิดใหม่ยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้นอีก เพราะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นตัวเลือกอีกตัวหนึ่งไม่ได้ดูน่าสนใจมากนักโดยการเปรียบเทียบ

ผมจึงมีความเชื่อลึกๆ ว่า ตลาดหุ้นของประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งน่าจะรวมตลาดหุ้นไทยด้วย ถ้าเราไม่บังเอิญมีปัญหาอื่นที่เป็นเรื่องเฉพาะของตัวเอง) ยังมีอนาคตที่สดใสอยู่ในระยะยาว หรืออย่างน้อยที่สุดก็น่าจะเป็นทางเลือกของที่พักเงินที่ไม่แพ้ทางเลือกอื่นๆ ในช่วงต่อไป (คือถ้าสมมติว่า ซวยจริงๆ สินทรัพย์ทุกชนิดแย่กันหมด ตลาดหุ้นเอเชียก็น่าจะแย่น้อยกว่าเพื่อน) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความผันผวนระยะสั้นในระดับสูงก็ยังต้องมี เพราะเป็นธรรมชาติของตลาดหุ้นเกิดใหม่อยู่แล้ว

แต่ตอนนี้ มันต้องผ่านช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว และการลด QE ที่กำลังจะเกิดขึ้นไปให้ได้ก่อน

 

14 thoughts on “293: โลกหลัง QE”

  1. วันนี้มีการอัพเดทรายชื่อผถห.ใหม่ของ CPALL

    http://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=CPALL&language=th&country=TH

    ปรากฏว่า ณ วันที่ 23/8/56 ดร.นิเวศน์ไม่ได้ขายหุ้นออกไปเลย ตามที่บางคนเคยสงสัยกัน 0.5% ครบ (แต่หลังจาก 23 ผมไม่รู้นะ)

    ที่เอามาให้ดูนี่ไม่ได้มาสร้างที่ยึดเหนี่ยวทางใจนะครับ แต่อยากชี้ประเด็นอะไรบางอย่างว่า ทำไม ดร.นิเวศน์ไม่เลือกที่จะขายหุ้นหนีทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ขนาดหนนี้ CPALL ลดลงมากจาก 50 กว่าบาท และก็ไม่ใช่หนนี้เท่านั้น แต่ครั้งก่อนๆ ด้วย แต่ทำไม ดร.จึงไม่เคยเจ็ง แถมก็ยังรวยขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก

    แต่มาลองดูหลายๆ คนที่มีความเชื่อว่า หุ้นไทยจะต้องขายหนีวิกฤตเท่านั้น ถึงจะรวย ทำไม ตอนนี้หลายคนก็ไม่เห็นว่าจะรวยได้จากรอบนี้ แต่กลับขาดทุนหนักๆ กัน

    การลงทุนมันมีอะไรมากกว่าการเทรดหุ้นหรือเปล่า ฝากเป็นข้อคิดไว้ครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*