300: Game Changer : การจราจร

ปรากฎการณ์บางอย่างในสังคม สามารถส่งผลทั้งบวกและลบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ได้ ลองมาหัดวิเคราะห์กันดู ตัวอย่างเช่น ปรากฏการณ์รถติดในเมืองใหญ่ในเวลานี้

ต้นทุนของการใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเดี่ยวนอกเมืองน่าจะสูงขึ้น ในขณะที่คอนโดกลายเป็นรูปแบบที่อยู่อาศัยที่มีผลิตภาพมากกว่าเดิม (เอาค่าน้ำมันรถมาผ่อนคอนโดแทน ได้บ้านและยังลดเวลาเดินทางได้อีก) ทำให้ยอดจดทะเบียนคอนโดใหม่ในกทม.แซงหน้าแนวราบมาตั้งแต่ปี 2008 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อไปอีกเรื่อยๆ อย่างนี้ก็เป็นเหตุผลที่พออธิบายให้เราเข้าใจได้ว่า ทำไมคอนโดจึงเป็นรูปแบบที่อยู่อาศัยที่มีอนาคต จากเดิมที่บ้านเดี่ยวมีความต้องการมากกว่าเพราะเป็นค่านิยมของสังคม แต่ตอนนี้คอนโดแซงหน้าเพราะความจำเป็นในการดำรงชีวิต

นอกจากคอนโดมิเนียมแล้ว พวกคอมมูนิตี้มอลล์ยังเป็นสินค้าอีกอย่างที่ได้รับอานิสงส์จากรถติด เพราะยิ่งรถติดเท่าไร การไปเดินห้างใกล้ๆ บ้านแทนที่จะต้องถ่อไปไกลถึงสยามพารากอนก็ยิ่งเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้นทุกที ถ้าหากรถในกทม.ไม่ติดเลย คอมมูนิตี้มอลล์ก็อาจจะเกิดไม่ได้ในเวลานี้ เพราะถ้าเลือกได้ทุกคนย่อมอยากไปห้างเต็มรูปแบบซึ่งมีทุกอย่างครบมากกว่า เป็นต้น เดี๋ยวนี้ การเดินทางจากฝั่งหนึ่งของกทม.ไปอีกฝั่งหนึ่งเป็นเรื่องที่ทรมานมาก ถ้าเป็นไปได้ คนส่วนหนึ่งขอเดินทางไปห้างที่อยู่ในโซนเดียวกับบ้านมากกว่าที่จะถ่อเข้าไปในเมืองเพื่อเดินห้างใหญ่

ในแง่นี้ เราอาจมองได้ด้วยว่า ยิ่งรถติดมากขึ้นเท่าไร ร้านสะดวกซื้อก็ยิ่งแย่งลูกค้าจากไฮเปอร์มาร์เก็ตไปได้มากขึ้นเท่านั้นเช่นกัน เพราะถ้ารถไม่ติดเลย เราอาจรอทีจะไปซื้อทุกอย่างที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตรวดเดียวถูกกว่า หรืออาจถ่อไปไฮเปอร์มาร์เก็ตบ่อยแค่ไหนก็ได้ เป็นต้น ปรากฎการณ์รถติดจึงน่าจะทำให้ ร้านสะดวกซื้อและคอมมูนิตี้มอลล์ดีขึ้น (ในขณะที่ห้างใหญ่ก็ไม่ได้เสียลูกค้ามากนัก เพราะทุกวันนี้ลูกค้าล้นอยู่แล้ว แบ่งออกไปบ้างก็ลดความอึดอัดลงได้มาก)

อีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ผมสงสัยอยู่ว่าการจราจรจะช่วยส่งเสริมได้แค่ไหน คือ ธุรกิจอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการใช้เวลาว่างที่บ้าน ตัวอย่างเช่น เคเบิลทีวี หนังแผ่น การทำสวน ทำอาหารกินเอง การเล่นเน็ต ดิลิเวอรี่ อี-คอมเมิร์ซ ฯลฯ เพราะยิ่งรถติดมากเท่าไร ก็ยิ่งให้คนอยากออกจากบ้านน้อยลงเท่านั้น และสิ่งที่จะมาทดแทนได้ก็ต้องเป็นกิจกรรมอะไรก็ได้ที่เราใช้ฆ่าเวลาตอนที่อยู่กับบ้านได้ดี ผมไม่เห็นตัวเลขที่ชัดเจนเหมือนกัน แต่เดาว่า ยิ่งช่วงที่รถติดมากเท่าไร ธุรกิจเหล่านี้ก็น่าจะยิ่งมีลูกค้ามากขึ้นเท่านั้นด้วยเช่นกัน ธุรกิจเหล่านี้จึงอาจเข้าข่ายเมกกะเทรนด์ของชีวิตในเมืองด้วยก็ได้

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมติดบ้านอาจจะมีดีมานด์สูงขึ้นเพราะรถติด แต่อย่างไรเสีย คงไม่มีทางทดแทนกิจกรรมนอกบ้านได้ เพราะ DNA ของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนที่ชอบอยู่กับบ้าน ชาวกทม.ชอบออกมานอกบ้านมากกว่า ต่อให้รถติดมากแค่ไหนก็ต้องออกนอกบ้านอยู่ดี เพียงแต่การแบ่งเวลาให้กิจกรรมในบ้านอาจจะเพิ่มขึ้นด้วย

ในทางตรงกันข้าม เราก็อาจต้องคิดไว้เหมือนกันว่า ถ้าอยู่ดีๆ รถหายติดขึ้นมา ธุรกิจจะเปลี่่ยนไปอย่างไร เป็นต้นว่า ถ้าถึงจุดที่กทม.มีรถไฟฟ้าครบวงจรที่ทำให้เราสามารถไปที่ไหนก็ได้โดยรถไฟฟ้าทั้งหมด (บวกเดินอีกนิดหน่อย) แบบนี้ ธุรกิจที่เคยได้อานิสงส์จากปัญหาการจราจรก็น่าจะได้รับผลกระทบอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

ผมว่า ถ้าถึงวันนั้นจริงๆ บ้านแนวราบชานเมืองก็กลับมาได้รับความนิยมใหม่ เพราะยังไงเสีย คนไทยก็ชอบอยู่บ้านหลังใหญ่ๆ โตๆ มากกว่า การเดินทางเข้าเมืองก็ใช้รถไฟฟ้าแทนได้ไม่จำเป็นต้องไปอยู่คอนโดในเมือง ในขณะที่คอนโดมิเนียมเองก็น่าจะได้รับผลกระทบส่วนหนึ่ง เพราะประโยชน์บางส่วนของมันหายไปแล้ว ถึงตอนนั้นความต้องการอาจจะทรุดตัวลงบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ก็คงไม่ถึงกลับทรุดกลับลงมาที่ระดับเดิมก่อนรถติดแน่ๆ เพราะการที่มันเคยบูมอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ตลาดของมันใหญ่ขึ้นมาก อุตสาหกรรมสนับสนุนของมันก็ได้มีโอกาสเจริญเติบโตขึ้นมาแล้วอย่างมากมาย ความสะดวกในการใช้ชีวิตในคอนโดในหลายด้านจึงยังคงมีอยู่ต่อไป ทำให้คุณค่าของมันมีมากกว่าเดิม แม้ว่าการจราจรจะไม่ใช่ประเด็นใหญ่แล้วก็ตาม

ลองสังเกตความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ในสังคมรอบตัวเราอยู่เสมอ เพราะความเปลี่ยนแปลงนี่แหละที่จะมีโอกาสในทางธุรกิจใหม่ๆ ที่นักลงทุนคนไหนมองเห็นได้ก่อนก็มีโอกาสทำกำไรได้เยอะครับ

7 thoughts on “300: Game Changer : การจราจร”

  1. มองได้ทะลุมากครับ จะพยายามฝึกการมองอย่างนี้ให้มากขึ้นครับ ขอแชร์นะครับ พี่สุมาอี้

    1. ไม่เหมาะที่จะแชร์หรือเปล่าครับ ??? บทความอยู่ในหมวดที่ต้องเป็นสมาชิกอ่ะครับ

    2. อ่ออ พึ่งทราบน่ะครับว่ามีปุ่มให้กดแชร์ได้ แต่คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกก็จะเห็นแค่บางส่วน ขอโทษทีครับ เข้าใจผิดเอง ^^

  2. รถเยอะมาก หาที่จอดรถยาก ทำให้ ค่าที่จอดรถเพิ่มขึ้น เช่น บางวัดที่ทำเป็นที่จอดรถในเมือง ขอปรับราคาจอดรถจาก 20บ/ชม เป็น 30บ/ชม ตึกใหม่ศิริราชเก็บค่าที่จอดรถชั่วโมงละ100 บ. ถ้าไม่ได้ใช้บริการตึกใหม่ที่คิดค่ารักษาใหม่แบบเอกชน

  3. พออ่านจบ มาลองนั่งระลึกดู มันโคตรจริงอ่ะ55 เมื่อก่อนถ่อไปดูหนังสยามได้ เดี๋ยวนี้ดูเซ็นทรัลปากซอย สำหรับหนูแล้วไม่ต้องถึงขนาดคอมมูนิตี้มอล์ด้วย เอาว่าร้านกาแฟโปร่งๆร้านเดียวแต่เดินไปได้ ก็เพียงพอ ไม่ขอไปไกล ฮ่าๆ

    แต่เห็นชัดที่สุด อันนี้เทียบจากตัวเอง คืออีคอมเมิร์ซนะคะ คือซื้อของออนไลน์บ่อยขึ้นมากจริงๆ 🙂

  4. ผมเห็นด้วยตรงกันเรื่องรถติดกับ potential ของที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดที่น่าจะได้ประโยชน์ ถึงแม้จะไม่ตลอดไป แต่ในระยะสั้นถึงกลางก็ดูสดใสทีเดียว

    ขณะที่การแข่งขันเปิดโครงการใหม่เห็นได้อย่างชัดเจน แต่แน่นอน developer ดูเหมือนจะไม่มีใครได้ประโยชน์แบบโดดเด่น เพราะแม้จะสร้างบ้านเดี่ยวและ townhouse ได้เก่งแค่ไหน ปต่เมื่อพูดถึงงาน high rise แล้ว ทุกเจ้าก็ต่องพึ่ง contractor ด้วยกันทั้งนั้น

    ดังนั้นแทนที่จะลงทุนโดยตรงใน developer กับแนวโน้มการเติบโตของคอนโด ส่วนตัวคิดว่า contractor ก็น่าสนใจมากในภาวะการณ์ที่ demand งานก่อสร้างดูจะทำให้ supply ตึงตัวมากขึ้นส่งผลให้ GPM ของ contractor งาน high rise ค่อยๆปรับตัวสูงขึ้นแบบช้าๆแต่มั่นคง อย่างน้อยๆก็ในระยะ 3-5 ปีจากนี้

    เข้าข่ายลงทุนในกลุ่มผู้ที่ได้ประโยชน์จากสงครามแทนที่จะลงไปร่วมรบในสงครามครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*