270: พลังงาน-ธนาคาร

ขอสแกนหุ้นทีละ sector เรียงไปตามขนาดของ sector ก็แล้วกัน

กลุ่มพลังงาน มีความน่าสนใจตรงที่ พลังงานเป็นอุตสาหกรรมที่ ต้องเติบโตทุกปีในแง่ของปริมาณการผลิต เพราะพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเอเชียอย่างเช่น ไทย

แต่หุ้นพลังงาน ก็มีจุดอ่อนมากตรงที่ ความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์มีสูงมาก อาจกล่าวได้ว่า ปัจจัยพื้นฐานแทบจะขึ้นอยู่กับราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่บริษัทคุมไม่ได้ด้วย อย่างหุ้นโรงกลั้นสมัยก่อนนั้น ค่าการกลั่นแย่อยู่นานหลายปีจนทำให้ต้องทนขาดทุนสะสมติดต่อกันหลายปีมากๆ ใครลงทุนหุ้นโรงกลั่นไว้สมัยนั้น น่าจะทรมานใจมากทีเดียว

ดังนั้นต่อให้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ถ้าหากเจอภาวะที่ราคาผลิตภัณฑ์ตกต่ำขึ้นมา รายได้ก็อาจจะไม่โตเลย หรืออาจจะถึงขั้นหดตัวเลยก็ได้ หุ้นพลังงานจึงไม่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวเท่าไรหากมองในจุดนี้

ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ผมมีมุมมองราคาน้ำมันแบบ neutral คือ ไม่น่าจะดีได้เหมือน 3-5 ปีล่าสุด แต่ก็คงไม่ถึงกับตกต่ำลงไปมากๆ ที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยแถวๆ $90 ผมมองว่าเป็นราคาที่ fair อยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ ถ้าจะลงทุนในหุ้นพลังงานจริงๆ ก็ต้อง selective มากหน่อย ผมมองว่า หุ้นพลังงานที่อาจจะพอลงทุนได้นั้น น่าจะต้องมีการกระจายธุรกิจเยอะมากพอ เพื่อลดความผันผวนให้น้อยที่สุด

ผมคิดว่าจะเลือก PTT เข้ามาใน Watch List แค่ตัวเดียวเท่านั้น เพราะ PTT มีการกระจายธุรกิจที่เยอะ และยังมีธุรกิจหลักคือ โรงแยกก๊าซ และท่อส่งก๊าซ ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ PTT มีกำไรสุทธิเป็นบวกได้ แม้แต่ในปีที่ราคาน้ำมันตกต่ำสุดๆ ในเวลาเดียวกันก็เป็นบริษัทที่มีการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่องด้วย จึงน่าจะมี output ที่เติบโตไปได้เรื่อยๆ เป็นเหตุผลในการเป็นหุ้นเติบโตได้

อย่างไรก็ตาม PTT ก็มีจุดตายเรื่องความเสี่ยงทางการเมือง แต่ผมก็มองว่า กรณีเลวร้ายสุดไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพราะมันกระทบคนจำนวนมากจริงๆ หรือถ้าหากเกิดขึ้น การชดเชยความเสียหายให้นักลงทุนรายย่อยก็น่าจะมีในระดับหนึ่ง อาจต้องขาดทุนบ้าง แต่ไม่มาก ด้วยเหตุนี้เราอาจซื้อ PTT เพื่อลงทุนได้ แต่ไม่ควรซื้อที่ราคาปกติ แต่ต้องมีส่วนลดราคาบ้าง

พวกหุ้นโรงไฟฟ้าที่ดูเป็นธุรกิจที่ปลอดภัย เพราะมีสัญญาระยะยาวรองรับ แต่ในอีกมุมหนึ่งผมกลับมองว่า ธุรกิจนี้พื้นฐานไม่ดี เพราะไม่มีอำนาจต่อรอง ดูคล้ายธุรกิจรับจ้างผลิต เวลาสัญญาเก่าหมดแล้ว ก็ต้องเข้าร่วมประมูลสัญญาใหม่แข่งกับคู่แข่งจำนวนมาก และถ้าหากดีลใหม่มาชดเชยสัญญาเก่าๆ ที่หมดลงไม่ได้ จะเป็นช่วงสูญญากาศที่เสียวมาก เหมือนเป็นธุรกิจที่ต้องเริ่มต้นใหม่จาก 0 อยู่เรื่อยๆ ส่วนตัวจึงไม่มองว่าหุ้นกลุ่มนี้น่าลงทุนเลย

สำหรับ BANPU ต้องขอรอดูก่อนว่าบริษัทจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาทั้งหมดในเวลานี้ที่ชัดเจนอย่างไร ทั้งเรื่องคดีความ และเรื่อง Shale Gas ถ้ามีทิศทางที่เป็นรูปธรรมเมื่อไรก็ค่อยมาดูกันอีกทีก็ได้ ส่วน PTTEP นั้น คิดว่าลงทุนใน PTT ไปแทนดีกว่า

หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์นั้น ผมมองว่าธนาคารพาณิชย์ของไทยโดดเด่นกว่าในต่างประเทศมาก เพราะมีผู้เล่นน้อยราย เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยช่วยสกัดคู่แข่งให้ ทุกวันนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า ธนาคารต่างประเทศนั้นเข้ามาแข่งไม่ได้เลย ถ้าจะเข้ามาก็ต้องมาถือหุ้นของธนาคารไทยที่มีอยู่แล้ว ซึ่งก็มีแต่ธนาคารเล็กๆ ที่แข็งขันไม่ได้เท่านั้นที่อยากขายหุ้นให้ แล้วที่ผ่านมาก็เห็นว่าต้องเจ็บตัวกลับออกไปเยอะ ผู้เล่นเดิมที่เป็นรายใหญ่จึงมีอำนาจผูกขาดค่อนข้างสูง เห็นได้จาก Profit Margin ที่สูงมากคือ ราว 25% ซึ่งสูงกว่าลูกค้าของธนาคารที่ยืมเงินไปทำธุรกิจ Real Sector เสียอีก (เมืองไทยปล่อยกู้ดีกว่าทำธุรกิจเอง) ทั้งยังมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมเทียบกับรายได้รวมสูงที่สุดในเอเชียแปซิฟิกด้วย ธนาคารไทยจึงมีกำไรดีจากการเก็บค่าต๋งต่างๆ เพราะเป็นธุรกิจควบคุมที่มีผู้เล่นน้อยราย และตราบใดที่ GDP ของไทยยังเติบโตดีอยู่นั้น ธนาคารไทยก็น่าขยายสินเชื่อให้เติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจธนาคารยิ่งขนาดใหญ่ยิ่งได้เปรียบ เพราะต้นทุนต่อหน่วยในการให้บริการทุกชนิด จะต่ำกว่าคู่แข่งมาก ดังนั้นถ้าจะลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ก็ต้องเลือกแบงก์ใหญ่ (แต่ถ้าจะเก็งกำไรต้องเลือกแบงก์เล็ก เพราะมีโอกาสถูกควบรวม มีข่าวให้เล่นบ่อยๆ) ดังนั้น ผมขอเลือกแบงก์ใหญ่ทั้งสามแบงก์คือ SCB, KBANK, BBL เข้า Watch List ก็แล้วกัน

แม้ว่าทั้งสามแบงก์ใหญ่จะมีภาพลักษณ์ในสายตาของผู้ใช้บริการที่ต่างกันพอสมควร แต่ผมมองว่า พื้นฐานของทั้งสามแบงก์ไม่ได้ต่างกันมากนัก เพราะธุรกิจธนาคารกำไรจะขึ้นจะลงก็ขึ้นอยู่กับภาวะดอกเบี้ยในตลาดซึ่งก็เหมือนกัน จึงมอง 3 ตัวนี้ไม่ได้ห่างกันมากนัก ทั้งที่ประสิทธิภาพองค์กรอาจจะดูต่างกันเยอะ แต่ขนาดและสิ่งแวดล้อมภายนอกดูจะมีผลมากกว่า ที่จริงใน 3 ตัวนี้ ยิ่งตัวไหน Valuation ต่ำกว่าเพื่อนกลับจะยิ่งน่าสนใจกว่าด้วยซ้ำไป

จุดตายของธนาคารคือความเป็นสถาบันการเงิน โลกยุคนี้ผันผวนสูงมาก แล้วเวลาเกิด shock ทีไร พวกสถาบันการเงินมักจะโดนก่อนเพื่อน อย่างไรก็ตาม ผมก็มองว่า ธ.ไทยค่อนข้างมีวัฒนธรรมที่อนุรักษ์นิยมสูง foreign exposure ต่ำมาก และมีบาดแผลจากอดีตเยอะ จึงไม่ถือว่าน่ากลัวเท่าไรนักในจุดนี้

สรุป ขอเลือก SCB, KBANK, BBL เข้า Watch List

อันตราย : บทความนี้มองแต่พื้นฐาน แต่ไม่ได้มองราคาหุ้นที่เหมาะสมเลย ถ้ามองราคาหุ้นแล้วอาจไม่เป็นหุ้นที่น่าลงทุนเลยก็ได้ หุ้นพื้นฐานดีแต่ราคาแพงนั้นไม่ใช่การลงทุนที่ดี

ได้มาสี่ตัวแล้วนะครับ ไว้มาดู Sector อื่นต่อคราวหน้า

24 thoughts on “270: พลังงาน-ธนาคาร”

  1. พี่นรินทร์บอกว่าหุ้นโรงไฟฟ้าเป็นเหมือนหุ้นรับจ้างผลิตไม่น่าลงทุน…แล้วหุ้นผลิตน้ำประปานี่…พี่มองเหมือนกันหรือเปล่าครับ

    1. ก็คล้ายกันครับ แต่ประปาจะมีคู่แข่งขันประมูลน้อยรายกว่า และยังมีเรื่องของ geography มาเกี่ยวข้อง ทำให้ดูดีกว่าโรงไฟฟ้าบ้าง

  2. ถ้าสมมติฐานเรื่องราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มที่ไม่เพิ่มขึ้น หรืออาจจะลดลง จะมีผลกับ PTT อย่างไร? และเพราะอะไร? ครับคุณโจ๊ก

    1. มีผลค่อนข้างมากครับ เพราะธุรกิจแบบนี้ขึ้นกับราคาผลิตภัณฑ์ค่อนข้างมาก บริษัทลูกอย่าง PTTEP ซึ่งคิดเป็นกำไรส่วนไม่น้อยของ PTT ขายก๊าซตามราคาที่อ้างอิงราคาน้ำมัน หรือถ้าน้ำมันถูกลง แปลว่าดีมานด์น้อย ค่าการกลั่นก็มักไม่ค่อยดี ก็ส่งผลต่อบรรดาบริษัทลูกของปตท.ที่เป็นโรงกลั่นด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*