267: Growth Investing กับการเปลี่ยนม้า

เคยคิดกันเล่นๆ มั้ยครับว่า สำหรับคนที่ลงทุน 100% ตลอดเวลา เขาจะหา bargain ได้อย่างไร ในเมื่อเวลาที่ตลาดหุ้นตกหนักๆ หุ้นทั้งหมดในพอร์ตของเขาก็มักจะลงตามไปไปด้วย

โดยส่วนตัว ผมไม่ได้เป็นแนวลงทุนเต็มพอร์ตตลอดเวลา ยังเป็นคนที่ชอบมีเงินสดไว้บ้าง แต่ถ้าลองตั้งโจทย์ให้คิดว่า ถ้าเราลงทุนเต็มพอร์ตตลอดเวลา การเปลี่ยนตัวหุ้นแต่ละครั้งควรจะทำเพื่อหลักการหรือเหตุผลอะไรบ้าง

แน่นอนว่าการเปลี่ยนม้าศึก (เปลี่ยนตัวหุ้น) เพื่อฉวยโอกาสเมื่อตลาดหุ้นตกหนักๆ นั้น ไม่น่าจะเป็นทางของคนที่มีหุ้นเต็มพอร์ตตลอดเวลา เพราะเขาย่อมอยู่ในเกมที่เสียเปรียบคนอื่น เนื่องจากเขาไม่เคยมีเงินสดติดมือไว้เลย และหุ้นส่วนใหญ่ก็มักจะเคลื่อนไหวไปตามตลาดค่อนข้างมากในระยะสั้นเสียด้วย ถ้าหากเขาต้องการหากำไรด้วยวิธีนี้ก็นับว่าเลือกนโยบายการลงทุนที่ผิด

scurve

คนที่ถือหุ้นเต็มพอร์ตตลอดเวลาจึงไม่ควรเปลี่ยนม้าศึกด้วยเหตุผลเรื่องความผันผวนของตลาดหุ้น แต่น่าจะเป็นเหตุผลเกี่ยวกับตัวบริษัทเป็นหลัก ที่จริงแล้ว การลงทุนในแนวเติบโตนั้น อาจขายหุ้นของกิจการที่เติบโตจนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว (เข้าสู่ส่วนบนสุดของ S curve) แล้วนำเงินไปลงทุนในหุ้นเติบโตตัวใหม่ที่มองว่าธุรกิจอยู่ในช่วงตีนเขาพอดี (S curve กำลังเริ่มผงกหัวขึ้น) ถ้าหากว่าเราเปลี่ยนม้าศึกด้วยหลักการและเหตุผลนี้ เราไม่ต้องสนใจเรื่องความผันผวนของตลาดหุ้นเลย เพราะในทุกๆ ช่วงเวลา ย่อมมีทั้งหุ้นที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของ S curve และหุ้นที่อยู่ในช่วงท้ายๆ ของ S curve ให้เราเลือกเปลี่ยนม้าได้เสมอ และยังนับว่าเป็นนโยบายการเปลี่ยนตัวหุ้นที่ดีด้วย เพราะย่อมใช้การได้ในทุกๆ ภาวะตลาด

13 thoughts on “267: Growth Investing กับการเปลี่ยนม้า”

  1. ขอบคุณครับ เป็นแนวความคิดที่ดีที่ต้องมีการทบทวนหุ้นใน port ตามการเติบโตของธุรกิจที่เราลงทุน ไม่ใช่ถือไว้เฉย ๆ อย่างเดียว
    ไม่ใช่ปรับ port ตามภาวะตลาด ยอดเยี่ยมครับ

    ผมมีข้อคำถามว่า แล้วเราจะคาดการณ์ s-curve การเติบโตของหุ้นในธุรกิจที่้ราลงทุนจากข้อมูลอะไรครับ ว่าธุรกิจเราจะโตถึงจุดอิ่มตัวหรือยัง

    เช่นที่ผมดูอยู่ ผมจะดู capex อัตราการเพิ่มของกำลังการผลิต ธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในอนาคต เป็นต้น ไม่ทราบว่ามีข้อมูลอะไรอีกหรือไม่ครับ

    คุณสุมาอี้พอจะยกตัวอย่างการใช้ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบการเติบโตเป็นกรณีศึกษาได้หรือไม่ครับ

    ขอบคุณครับ

  2. คงต้องดูว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่คนทั่วไปคุ้นเคยหมดแล้ว หรือว่ายังเป็นสินค้าที่ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่

    เช่น ถ้าบริษัทขายน้ำปลา อันนี้ฟันธงได้เลยว่า อิ่มตัว แล้ว เพราะน้ำปลาทุกคนกินกันทุกวันจนแทบจะไม่ได้คิดถึงมันเลยด้วยซ้ำ การที่คนจะกินน้ำปลาเพิ่มขึ้นอีกปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์ คงเป็นเรื่องยากมากๆ

    แต่ถ้าเป็นสมาร์ทโฟนก็คงยังไม่อิ่มตัว เพราะยังมีอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา และก็ยังมีคนที่กำลังเปลี่ยนจากฟีเจอร์โฟนมาใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นทุกวัน แบบนี้ก็น่าจะยังเติบโตได้ปีละหลายเปอร์เซ็นต์

Leave a Reply