212: แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารพอร์ต

เวลาเราคิดถึงคำว่าบริหารพอร์ต บ่อยครั้งเราขึ้นต้นด้วยคำถามทำนองว่า “ควรมีหุ้นกี่ตัวในพอร์ตดี?” ซึ่ง ผมว่า มันเป็นการตั้งคำถามที่ไม่ดี เพราะถึงเราจะพิสูจน์ได้่ว่า ควรมีหุ้น X ตัวในพอร์ตถึงจะดีที่สุด แต่ในสถานการณ์จริงๆ ซับซ้อนกว่านั้น มันนำมาปฏิบัติได้ยาก และไม่เหมาะกับสถานการณ์จริง

เพราะในแต่ละช่วงเวลา เราย่อมต้องมี judgement ด้วยว่าหุ้นกำลังถูกหรือแพง (หรือหุ้นกำลังเป็นขาขึ้นหรือขาลงในกรณีของคนที่แนวโมเมนตัม) และประเด็นอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึงอีก ถ้าเราบอกว่าในพอร์ตควรมีหุ้น 10 ตัว แต่ถ้าเราเริ่มต้นลงทุนในตอนที่เราคิดว่าหุ้นแพงล่ะ แปลว่าเราก็ต้องหลับหูหลับตาซื้อไปสิบตัวทั้งที่เราคิดว่าหุ้นแพงทั้งตลาดหรือเปล่า

ก็คงไม่ใช่

ผมมองว่า ถ้าเป็นการลงทุนในแนวเติบโต ผมเริ่มต้นคิดว่า พอร์ตในอุดมคติเลยควรมีหุ้นสักประมาณ 5-7 ตัว (ที่กระจายเงินออกไปใกล้เคียงกัน) เพราะเท่ากับว่าแต่ละตัวมีน้ำหนักประมาณ 15-20% ของพอร์ต พอร์ตของเราจึงไม่เสี่ยงกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากจนเกินไป สมมติว่าหุ้นตัวหนึ่งเกิดความเสียหายในระดับที่รุนแรงมากๆ จนมีราคาลดลงไป 50% ก็จะกระทบพอร์ตของเราเพียง 5-10% ซึ่งเป็นระดับที่คิดว่าคนส่วนใหญ่พอรับได้ ถือเป็นระดับของการกระจายความเสี่ยงที่พอเหมาะ

ในเวลาเดียวกัน ในกรณีที่ซื้อตัวใดตัวหนึ่งเข้าพอร์ตไปแล้ว ดันซวยสุดๆ สัปดาห์ต่อมา มันตกแรงมากๆ ทั้งที่ภาพใหญ่ของมันก็ยังดีอยู่ เช่น ซื้อก่อนวันออกมาตรการ 30% พอดี ทำให้เป็นโอกาสซื้อเพิ่มแบบไม่คาดฝัน การซื้อเพิ่มขึ้นไปสักเท่าตัว ก็ทำให้น้ำหนักของหุ้นตัวนั้นในพอร์ตเพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ 20-30% เท่านั้น ซึ่งก็ยังเป็นระดับที่ไม่ได้สูงมากจนเกินไป จนทำให้พอร์ตต้องเสี่ยงเพราะผูกกับหุ้นตัวใดตัวหนึี่งมากจนเกินไปอยู่ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ที่ระดับ 10-20% ยังเป็นระดับที่ทำให้เรามี room ที่จะ bet เพิ่มได้ด้วยถ้าจำเป็น ลองคิดว่าถ้าเรามีหุ้นแค่ 2-3 ตัว แล้วมีความจำเป็นต้องซื้อตัวใดตัวหนึ่งเพิ่ม ความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวมจะเพิ่มขึ้นในระดับที่สูงมากทีเดียว

ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าหากเรามีหุ้นในพอร์ต 20 ตัว เท่ากับตัวละ 5% อาจเป็นตัวเลขที่น้อยลงอีก ทำให้พอร์ตไม่ต้องผูกกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากขึ้นอีก นั่นเป็นข้อดี แต่ข้อเสียก็คือว่า ถ้าคุณคิดมาอย่างดีกับหุ้นตัวหนึ่งว่าน่าลงทุน แต่คุณลงทุนกับมันแค่ตัวละ 5% เท่านั้น เวลาคุณได้กำไรจากตัวนั้นสัก 50% พอร์ตคุณจะโตขึ้นแค่ 2.5% เท่านั้น ซึ่งมันไม่คุ้มค่าเหนื่อยเลย ยังไม่นับการทีคุณต้องติดตามหุ้นถึง 20+ ตัว ซึ่งเป็นการบ้านที่หนักมาก และทำให้เรารู้ได้ไม่ลึกซึ้งกลายเป็นข้อเสียเปรียบอีกต่างหาก

ฉะนั้นแล้ว 5-7 ตัว จึงเป็นระดับที่ optimal มากที่สุด เมื่อมองจากหลายๆ ด้านในเวลาเดียวกัน ตามความคิดของผม

แต่ 5-7 ตัว ที่ว่านี้ คือ เป็นเป้าหมายอุดมคติ เพราะในสถานการณ์จริง สถานการณ์อาจไม่เอื้อให้เราซื้อหุ้นได้ 5-7 ตัวตลอดเวลา เราอาจเริ่มต้นลงทุนในภาวะที่ตลาดหุ้นแพงมากหรือถูกมากก็ได้ ฉะนั้น ในสถานการณ์จริง เราต้องคิดถึงมูลค่าหุ้นด้วย เราอาจไม่พบหุ้นในตลาดที่มีราคาที่เหมาะสมให้ซื้อได้ครบห้าตัวก็ได้

ถ้าหากผมเห็นว่าตอนนี้ตลาดหุ้นถูกมากๆ หุ้นแทบทุกตัวในตลาดมีราคาที่ซื้อได้หมด ความปลอดภัยสูงมาก แบบนี้เราก็ต้องใช้เงินทุนของเราให้เต็มประสิทธิภาพ เราควรคัดหุ้นให้ได้ 5-7 ตัวตามพอร์ตในอุดมคติ แล้วลงทุนจนเต็มพอร์ตไปเลย

แต่หากเราเห็นว่า ขณะนี้ ตลาดหุ้นแพงมากๆ หุ้นส่วนใหญ่ซื้อไม่ได้ แบบนี้เราก็ต้องปรับแผนมาถือเงินสดเพิ่มบ้าง เราอาจลงทุนแค่ 2-3 ตัวเท่าที่พอหาได้ว่ายังพอซื้อได้ไปก่อน เพียงแต่ตัวละ 10-20% ของพอร์ตก็พอ ที่เหลือน่าจะเก็บไว้เป็นเงินสดก่อนดีกว่า เหมือนกับว่ายังมีที่ว่างในพอร์ตอยู่ แต่ยังหาหุ้นซื้อไม่ได้ เลยปล่อยที่ว่างนั้นเป็นเงินสดไว้ก่อน ไว้เจอตัวที่พอซื้อได้ค่อยซื้อ ถ้าไม่เจอก็ไม่ต้องดันทุรังซื้อสุ่มสี่ซุ่มห้าเพียงเพื่อให้ครบห้าตัว

หลักการคร่าวๆ ของการบริหารพอร์ต (active) ของผมจึงสรุปง่ายได้ว่า มีหุ้น 5-7 ตัวในพอร์ต แต่จะซื้อครบหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเราหาหุ้นที่มีราคาเหมาะสมได้กี่ตัวด้วย ถ้าช่วงไหนตลาดหุ้นแพง เราหาหุ้นได้น้อย ก็ถือเงินสดไว้ส่วนหนึ่งด้วย โดยอัตโนมัติด้วย ไม่จำเป็นต้องมีหุ้น 5-7 ตัวเสมอไป

ผมได้ยินตรรกของหลายๆ คนที่บอกว่า ถ้าเราต้องการได้ผลตอบแทนปีละ 100% ขึ้นไป เราจำเป็นต้องถือหุ้นแค่ 1-2 ตัวในพอร์ตเท่านั้น เพราะยิ่งถือมากขึ้น ผลตอบแทนรวมของพอร์ตก็จะยิ่งล้อกับตลาดมากขึ้น แต่ตลาดหุ้นยากที่จะให้ผลตอบแทน 100% ได้ทุกปี จึงจำเป็นต้อง bet กับหุ้นแค่ 1-2 ตัว ถึงจะบรรลุเป้าหมาย 100% ต่อปีได้ ซึ่งที่จริงผมก็เห็นด้วยกับตรรกนี้ แต่ไม่ได้เห็นด้วยว่าการซื้อหุ้น 1-2 ตัวทั้งพอร์ตจะเป็นคำตอบ เพราะตลาดหุ้นไม่มีอะไรแน่นอน เราคิดผิดได้เสมอ การผูกพอร์ตทั้งพอร์ตไว้กับหุ้นแค่ตัวเดียว ผมมองว่ายังไงก็อันตรายเกินไป ได้ไม่คุ้มเสีย ถ้าหากผมมีเป้าหมายผลตอบแทนที่สูงมาก เช่น 100% ต่อปี ยังไงๆ ผมก็ต้องหาหุ้นที่มี upside 100-200% มาให้ครบห้าตัวให้เจอ ผมถึงจะกล้าลงทุนเต็มพอร์ต นั่นคือ เราต้องแก้ปัญหานี้ด้วยการทำการบ้านให้มากขึ้น ไม่ใช่เสี่ยงมากขึ้น อยู่ดี โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เคยไว้ใจหุ้นตัวไหน 100% เพราะตลาดหุ้นจะมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

แต่ถ้าจะซื้อหุ้นตัวเดียวเต็มพอร์ตจริงๆ เพราะเจอหุ้นอยู่แค่ตัวเดียวที่มี upside 100% และยังไงก็ต้องให้ได้ผลตอบแทนปีละ 100% ให้ได้  ผมคงไม่คิดแบบบริหารพอร์ตการลงทุนแล้ว แต่จะคิดแบบเทรดเดอร์ไปเลย คือ cut loss ทันที หากขาดทุนถึงจุดหนึ่ง แบบนี้ก็จะเป็นวิธีป้องกันความเสี่ยงได้อีกแบบหนึ่งครับ ฉะนั้นการบริหารพอร์ตจึงเชื่อมโยงกับสไตล์การเล่นหุ้นของแต่ละคนด้วย

และหลังจากที่เราตัดสินใจลงทุนในหุ้นตัวใดๆ ไปแล้ว ถ้าหากหุ้นตัวนั้นปรับตัวลงแรงหลังจากนั้น แล้วเราคิดว่าเราอยากซื้อเพิ่มเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน ผมจะทำทำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น ทำเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เช่นเดิมมีอยู่ 20% แล้วในพอร์ต ถ้าจะซื้อเพิ่มก็จะซื้อให้เป็น 30% ของพอร์ตเท่านั้น ถ้าหากซื้อไปแล้ว หุ้นยังลงต่อไปอีก ผมจะไม่ซื้อเพิ่มอีกเลย เพราะถ้าซื้อเพิ่มอีก ความเสี่ยงของพอร์ตที่ผูกกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งจะสูงเกินไปแล้ว เราต้องตัดใจอย่างเดียว ยอมรับว่าเราอาจคิดผิดก็ได้ อย่ามีอีโก้เด็ดขาด ต้องคิดว่า ถ้าเราคิดถูกจริงๆ สุดท้ายมันจะกลับมาได้เอง ถ้าไปซื้อเพิ่มอีก เราอาจเสียหายหนักขึ้น และเสียหายแบบไม่จำกัด ถ้าหากสุดท้ายแล้วเราคิดผิด

การบอกตัวเองว่าให้ซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเพิ่มได้แค่หนเดียวเท่านั้น และซื้อจำนวนจำกัดด้วย ช่วยให้เราคิดหนักก่อนที่จะซื้อเฉลี่ย เพราะถ้ามันยังตกไม่แรงจริงๆ เราจะไม่อยากซื้อ เพราะรู้ว่าซื้อได้แค่หนเดียว จะช่วยลดปัญหาการซื้อถัวเฉลี่ยเร็วเกินไปได้ด้วย เป็นการตั้งกฎเพื่อการควบคุมจิตใจอย่างหนึ่ง และประโยชน์อีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ทำให้วิธีการลงทุนของเราซับซ้อนมากเกินไปด้วย เพราะถ้าเราตัดสินใจลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งไปแล้ว แล้วเรายังมีการซื้อๆ ขายๆ เพิ่มเติม เพื่อเปลี่ยนต้นทุนของมันไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดจบ ไม่ช้าไม่นานวิธีบริหารพอร์ตการลงทุนของเราจะซับซ้อนมากจะมั่วไปหมด หรือบางครั้งการยึดติดกับต้นทุนเดิมก็ทำให้เรา bias ดังน้นการพยายามทำให้การบริหารพอร์ตของเรา simple ไว้ก่อน จะช่วยให้การลงทุนของเราไม่สะเปะสะปะได้ครับ

ส่วนเวลาขายหุ้นนั้น ผมคิดว่าเราไม่ควรขายหุ้นเติบโต เพียงแค่เพราะหุ้นตัวนั้นมีราคาเพิ่มขึ้นจนแพงเกินพื้นฐาน  หุ้นเติบโตนั้นไม่เหมือนหุ้นอย่างอื่น เพราะกำไรของมันยังเพิ่มขึ้นได้อีกเรื่อยๆ ในอนาคต มูลค่าพื้นฐานของมันจึงยังเพิ่มได้อีก ถ้าเราเห็นว่าราคาเกินพื้นฐาน เราก็ขายทิ้งเลย ปีหน้ากำไรมันเพิ่ม ราคามันอาจจะกลับไปต่ำกว่าพื้นฐานใหม่ก็ได้ แต่ว่าเราก็ได้ขายมันทิ้งไปแล้ว การขายหุ้นตัวเก่าที่เรามีต้นทุนต่ำๆ อยู่แล้ว เพื่อเอาเงินไปซืื้อตัวใหม่ที่เราต้องซื้อที่ราคาตลาดนั้น ผมว่าสู้ลุ้นกับตัวเดิมต่อไปยังดีกว่า เพราะถ้ามันตกลงมานิดหน่อย มันก็ยังไม่ถึงต้นทุนของเรา ถ้าคิดช้าหนีได้ช้ากว่าคนอื่นก็ยังไม่ขาดทุน ถือตัวเก่าไว้ก่อนจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เราน่าจะขายหุ้นเติบโตเมื่อเห็นว่ามันไม่ใช่ธุรกิจที่เติบโตได้ในระยะยาวแล้วมากกว่า ถ้าหากจะขายหุ้นเติบโตเพราะเรื่องราคาหุ้นจริงๆ ก็ต้องเป็นในกรณีที่เห็นว่าราคามันแพงแบบสุดขีด (extreme valuation) ไม่ใช่แค่คำว่าแพงแบบธรรมดา

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่างของการขบคิดเกี่ยวกับวิธีการบริหารพอร์ต จะเห็นได้ว่ามีอะไรที่ต้องคำนึงถึงหลายอย่างมากกว่าแค่คำว่าควรมีหุ้นกี่ตัวในพอร์ตนะครับ

22 thoughts on “212: แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารพอร์ต”

  1. ได้รับประโยชน์ทุกครั้งที่อ่านบทความใหม่ๆครับ ขอบคุณมากครับ

  2. ขอบคุณมากครับ ยากที่สุดคงเป็นการเลือกหุ้น ณ เวลานี้ที่ set ใกล้ 1,500 นี่แหละ ยากจริงๆ

  3. สุดยอดครับพี่ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการขายหุ้นเติบโต หายข้องใจไปเยอะเลยครับ 🙂

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*