254: ปีเตอร์ลินซ์วิทยา ตอนที่ ๒

ลินซ์ กล่าวไว้ว่า ถ้าหากเขาทำให้นักลงทุนลงทุนเหมือนกับไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตลาดหุ้นได้ เขาจะถือว่า เขาประสบความสำเร็จในการสอนนักลงทุนคนนั้นแล้ว

คำว่า ไม่สนใจตลาดหุ้นของลินซ์ หมายถึง ให้เลิกคาดเดาทิศทางของตลาดหุ้นไปเลย ถ้าจะซื้อหุ้นสักตัวต้องไม่ใช่เหตุผลใดๆ เกี่ยวกับทิศทางของตลาดหุ้น แต่ซื้อเพราะเห็นว่าธุรกิจนั้นน่าลงทุน ราคาหุ้นยังไม่แพง หรือราคาหุ้นสะท้อนว่า ผู้คนยังเห็นค่าของบริษัทน้อยเกินไป

แต่ลินซ์ก็บอกว่า การลงทุนโดยที่ไม่ต้องสนใจตลาดหุ้นเลยนั้น ไม่ได้หมายความว่า ตลาดหุ้นไม่มีช่วงเวลาที่เป็นฟองสบู่หรืออันตรายอยู่เลย เพียงแต่มันไม่คุ้มที่เราจะมัวกังวลว่าตลาดกำลังจะ crash หรือเปล่า ลองสังเกตดูจะเห็นว่า ตลาดหุ้นจะกังวลเกี่ยวกับอะไรบางอย่างว่าจะทำให้ตลาด crash อยู่ตลอดเวลา พอสิ่งนั้นไม่เกิด สักพักก็จะเปลี่ยนมากังวลเรื่องใหม่อีก และทำให้เราไม่ลงทุนสักที ความกังวลส่วนใหญ่เป็นความกังวลที่มากเกินไป จึงอย่าไปให้น้ำหนักมากนัก

ถ้าคุณเลือกซื้อแต่หุ้นดีที่มีราคาสมเหตุผลเท่านั้น เวลาที่ตลาดเป็นฟองสบู่ คุณจะไม่เจอหุ้นที่น่าซื้อเองโดยอัตโนมัติ ถ้าเคร่งครัดในกฎข้อนี้ก็ไม่จำเป็นต้องคอยระวังเลยว่า ตลาดหุ้นกำลังเป็นฟองสบู่อยู่หรือเปล่า

แม้ว่าปีเตอร์ ลินซ์จะโปรดปรานหุ้นเติบโตที่สุด แต่เขากลับมีเคล็ดลับในการเลือกซื้อหุ้นเติบโตที่ความมั่นคง คือ ถ้าเห็นว่าเป็นหุ้นเติบโต สิ่งที่เขาจะใช้ตัดสินใจจะไม่ใช่อัตราการเติบโตของธุรกิจนั้นมากเท่ากับว่า มันเป็นธุรกิจที่กำไรดีพอ และ/หรือ มีงบการเงินที่แข็งแกร่งด้วยหรือเปล่า เพราะนั่นแหละคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเติบโตนั้นเป็นการเติบโตยั่งยืนในที่สุด นอกจากนี้ เขายังแนะว่าเคล็ดลับของการเล่นหุ้นเติบโตยังอยู่ที่จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรหุ้นนั้นจะหยุดเติบโตแล้วและราคาไหนยังไม่แพงเกินไป ไม่น้อยไปกว่าการเลือกหุ้นเลย

เวลาเล่นหุ้นเติบโต อย่ามัวแต่พยายามคาดการณ์ว่า EPS ในอนาคตจะเป็นเท่าไร เพราะมันยาก สิ่งที่ควรทำมากกว่าคือ หาได้เจอว่า ธุรกิจนั้นๆ จะโตต่อไปได้ด้วยเหตุผลอะไร ที่จริงแล้ว มีเหตุผลแค่ 5 ข้อเท่านั้นที่ธุรกิจจะเพิ่มกำไรได้ คือ ลดต้นทุน ขึ้นราคา ขยายตลาดใหม่ ขายลูกค้าเดิมให้เยอะขึ้น หรือขายหน่วยธุรกิจที่ขาดทุนทิ้งไป ถ้าหากเราไม่เห็นว่าบริษัททำสิ่งใดต่อไปนี้อยู่เลย ก็ต้องตอบคำถามตัวเองแล้วล่ะว่าเราคิดว่ามันเป็นธุรกิจเติบโตได้อย่างไร

จำนวนหุ้นในพอร์ตที่ลินซ์แนะนำคือ 5 ตัว และติดตามหุ้นประมาณ  8-12 ตัว เขาไม่ชอบการถือหุ้นแค่ตัวเดียวทั้งพอร์ต การถือหุ้นหลายๆ ตัวมีข้อดีเยอะมาก ที่สำคัญมากที่สุดคือ ถ้าลงทุนหลายตัว โอกาสที่บางตัวจะเติบโตจนเป็นหุ้นสิบเด้งโดยที่เราคาดไม่ถึงจะมีสูง และนั่นก็เพียงพอจะทำให้เราได้ผลตอบแทนรวมที่ดีได้แบบง่ายๆ แล้ว แม้ว่าที่เหลือจะทำผลงานได้แบบธรรมดามากก็ตาม และข้อดีที่สำคัญอีกอย่างคือ ความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ต เพราะถ้าโอกาสมาถึง ย่อมมีตัวใดตัวหนึ่งในพอร์ตที่อยู่ในจังหวะที่พร้อมให้เราขายเพื่อเอาเงินสดมาฉวยโอกาสนั้นได้ เนื่องจากเรามีหุ้นอยู่หลายตัวตลอดเวลา

ลินซ์บอกว่า พอร์ตหุ้นเติบโตที่ได้ผลตอบแทนที่ดีนั้น ที่จริงแล้ว เราแค่หวังให้มีหุ้นสักหนึ่งตัวในพอร์ตที่กลายเป็น หุ้นหลายเด้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดีแล้ว แม้หุ้นตัวอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดจะให้ผลตอบแทนแบบธรรมดาๆ ก็ตาม และบ่อยครั้งที่หุ้นหลายเด้งของเราอาจเป็นหุ้นตัวที่เราไม่ได้คาดหวังสูง ส่วนตัวที่คาดหวังสูงกลับทำไม่ได้ในที่สุด ด้วยเหตุนี้ การมีหุ้นหลายตัวในพอร์ตเติบโตจึงสำคัญมาก (maximize โอกาส) และการเลือกหุ้นให้ถูกต้องได้ทุกตัวเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเลย

และแม้ลินซ์จะชอบหุ้นเติบโตที่สุด แต่เขาก็ลงทุนกับหุ้นเติบโตเพียงแค่ 30-40% ของทั้งพอร์ตเท่านั้น ที่เหลือเป็นหุ้นแนวอื่นๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลาย ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตมากขึ้น

ส่วนวิธีเล่นหุ้นบลูชิพนั้น ปีเตอร์ลินซ์จะ rotate ไปมาระหว่างหุ้นบลูชิพหลายๆ ตัว โดยเมื่อกำไรแค่ 30-40% ก็จะขายเลยแล้วไปซื้อหุ้นบลูชิพตัวอื่นที่น่าสนใจกว่า ทำรอบเช่นนีั้ไปเรื่อยๆ เพราะโอกาสที่หุ้นบลูชิพจะทำกำไรเป็นสิบเท่านั้นมีน้อย การขายเมื่อกำไร 30-40% แต่ทำสลับไปเรื่อยๆ สักหกรอบ ก็ทำผลตอบแทนได้ไม่แพ้การเจอหุ้นเติบโตที่กำไร 3-4 เด้งได้เหมือนกัน

แต่ถ้าเป็นหุ้นเติบโตนั้น ปีเตอร์ ลินซ์จะเน้นถือให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อมิให้พลาดโอกาสที่จะกำไรหลายๆ เด้ง (พลาดเพราะทนไม่ไหว ขายหมูไปก่อน) โดยติดตามแผนการขยายธุรกิจไปเรื่อยๆ ถ้ายังมีอยู่ก็อย่าขายออกมา

ส่วนหุ้นวัฏจักรกับหุ้นกลับตัวนั้น ถ้าราคาหุ้นกับข่าวไปคนละทาง เช่น ข่าวไม่ดีแต่หุ้นก็ยังขึ้นต่อไปอีก เขาจะขายออก ถ้าหุ้นร่วงลง 25% แต่ข่าวก็ยังดีอยู่ เขาจะซื้อเพิ่ม

แต่ ปีเตอร์ ลินซ์ ไม่ชอบแนวคิดเรื่องการคัดลอสที่ 10% เขาให้เหตุผลว่า ตลาดทุกวันนี้ผันผวนมาก ถ้าคุณล็อกตัวเองไว้ให้ออกที่ -10% คุณจะขาดทุน 10% กับหุ้นทุกตัวที่คุณซื้อในที่สุด เพราะจุดนั้นจะมาถึงเสมอ และในทางตรงกันข้าม เขาก็ไม่เชื่อคำแนะนำที่บอกว่า กำไร 100% เมื่อไรให้ขาย เพราะนั่นคือเราไม่ได้ check พื้นฐานเลยว่ายังดีอยู่หรือไม่ แต่ขายออกเพราะราคาหุ้น แบบนี้ถ้ามีหุ้นสิบเด้งเราก็จะพลาดด้วย

เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ ที่น่าจดจำอีก ได้แก่

[list style=”2″ underline=”1″]

 

  1. ราคาหุ้นกับพื้นฐานสามารถไปคนละทางได้นาน 3-4 ปีก็ได้ แต่ในระยะเวลาที่นานกว่านั้น มันต้องสอดคล้องกันเสมอ
  2. เราไม่จำเป็นต้องเข้าลงทุนหุ้นเติบโตตั้งแต่ปีแรกที่มันเริ่มทะยาน ต่อให้เราค้นพบหุ้น Walmart ช้าไปสามปี มันก็ยังน่าลงทุนอยู่
  3. เวลาที่ควรซื้อหุ้นบลูชิพที่ยังเติบโตอยู่มากที่สุดคือช่วงเวลาที่ราคาหุ้นตกลงมาแรงๆ ในช่วงเวลาแบบนี้ นักวิเคราะห์จะบอกว่าราคาตกลงมาแรงเพราะพื้นฐานแย่ลง แต่จริงๆ แล้วมันตกลงมาเพราะราคาในอนาคตเพิ่มขึ้นเร็วเกินไปต่างหาก ที่สุดแล้วมันจะกลับมาใหม่
  4. ถ้าสนใจหุ้นกลับตัว อย่างน้อยควรรอจนอุตสาหกรรมนั้นเป็นขาขึ้นเสียก่อน ค่อยเข้าซื้อ
  5. ถ้าสนใจบริษัทเล็กๆ ควรรอให้บริษัทนั้นมีกำไรก่อนค่อยเข้าลงทุน
  6. บริษัทควรยังมีผู้ถือหุ้นสถาบันในสัดส่วนที่ไม่สูงจนเกินไป
  7. ผู้บริหารเป็นเรื่องที่ดูยาก และอย่าตัดสินจากโปรไฟล์หรือความพูดเก่งของเขา ผู้บริหารควรถือหุ้นของบริษัทบ้าง ไม่ใช่รับเงินเดือนอย่างเดียว
  8. ในระยะสั้น ราคาหุ้นไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับพื้นฐานที่แท้จริงของหุ้น ต่อให้เป็นระยะ 2-3 ปีก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว ราคาหุ้นจะต้องเป็นไปตามพื้นฐานที่แท้จริงเสมอ จงลงทุนอย่างอดทน
  9. คนที่ตกใจจนล้างพอร์ตออกไปในช่วงที่ตลาดหุ้น crash ทุกครั้ง ไม่เหมาะจะลงทุนในหุ้น
  10. ถ้าเรารู้จักหุ้น 10 ตัว เราจะเจอหุ้นที่น่าลงทุน 1 ตัว ถ้าเรารู้จักหุ้น 50 ตัว เราจะเจอหุ้นที่น่าลงทุน 5 ตัว ยิ่งขยันก็ยิ่งพบโอกาส การซื้อหุ้นโดยไม่ศึกษาก็เหมือนการเล่นโป๊กเกอร์โดยไม่ดูหน้าไพ่
  11. ถือหุ้นให้มากกว่าเงินสดเป็นส่วนใหญ่
  12. แต่ถ้ายังหาหุ้นที่น่าสนใจไม่ได้จริงๆ ก็ยังไม่จำเป็นต้องดันทุรังซื้อหุ้น ถือเงินสดไว้ก่อน
  13. หุ้นวัฏจักรที่สต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นช่วงเวลาที่น่าขาย
  14. การที่บริษัทกำลังย่ำแย่ ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่ย่ำแย่ลงอีก
  15. เพียงเพราะราคาหุ้นขึ้น (หรือลง) อย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าคุณเลือกหุ้นผิด
  16. ซื้อธุรกิจที่ไม่ดีเพียงเพราะว่าราคาหุ้นมันถูกมาก คือกลยุทธ์ที่ผิด
  17. ขายหุ้นเติบโตเพียงเพราะราคาหุ้นขึ้นจนเกินพื้นฐานไปหน่อย คือกลยุทธ์ที่ผิด เล่นหุ้นเติบโตต้องหวังจะได้กำไรหลายๆ เด้ง
  18. อย่าเด็ดดอกไม้ในพอร์ตทิ้ง แต่เก็บไว้แต่พวกวัชพืช[/list]
Previous Article
Next Article

36 Replies to “254: ปีเตอร์ลินซ์วิทยา ตอนที่ ๒”

  1. นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

    ปีเตอร์ ลินซ์ ไม่รู้ว่าเป็นเศรษฐีหรือเปล่า แต่ถ้าไม่เป็นก็ไม่แปลกครับ เพราะเป็นผุู้จัดการกองทุนรวม ไม่ได้บริหารเงินของตัวเอง ทำเป็นวิชาชีพครับ

    13 ปี เฉลี่ย 29% ต่อปี ผมว่า proven นะครับ เท่ากับทำพอร์ตให้งอกเงยขึ้นมาได้ประมาณ 27 เท่า และตัวเลข 29 นี้คือค่าเฉลี่ยต่อปีด้วย บางทีคงทำได้ไม่ถึงอยู่แล้ว แสดงว่าปีส่วนใหญ่ต้องได้เกิน 29 แต่ถัวเฉลี่ยออกมาเหลือแค่ 29

    บัฟเฟตนั้นสามารถทำผลตอบแทนได้สูงๆ ส่วนสำคัญเลยเป็นเพราะเขามีการเข้าไป control บริษัทด้วย เนื่องจากการเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ทำให้มีอำนาจควบคุม ถ้าซื้อไปแล้วผิด ก็ยังเข้าไปกดดันกรรมการบริษัท หรือบอกให้แก้ไขปรับเปลี่ยนวิธีบริหาร ทำให้ผลตอบแทนกลับมาดีได้ แต่ในกรณีของรายย่อยอย่างเราจะไม่มีโอกาสแบบนั้นเลย ลินซ์ก็เช่นกันเป็นเพียงแค่กองทุนรวม ไม่ได้เข้าไปล้วงลูกผู้บริหาร ผมจึงมองว่า ผลตอบแทนของลินซ์นั้นทำได้ยากกว่ากรณีของบัฟเฟตเสียอีกครับ แถม track record ของลินซ์นั้นยังสูงกว่าบัฟเฟตมากด้วย (29 vs 21)

    • Kong707

      ครับ พี่โจ๊ก ผลตอบแทนของ Buffett เป็น leveraged ด้วยเพราะมี float ซึ่งเป็นเงินยืมมาช่วย ตรงfloat นี้Munger ก็ยอมรับว่าเป็นปัจจัยความสำเร็จส่วนนึงของ Berkshire แต่เม็ดเงินที่บริหารของ 2 ท่าน ทั้ง Lynch และ Buffett ก็ไม่เท่ากัน

      พูดถึงอีกคนนึง คือ Bill Miller ผจก.กองทุนของ Legg Mason ที่ทำผลตอบแทน beat S&P ได้ต่อเนื่อง 16 ปี แต่ว่าถ้าตามข่าว ทรัพย์สินที่ Bill บริหารขึ้นสู่จุด peak ในปี 2006-2007 เพราะว่าตอนนั้นเค้าได้รางวัลมากมาย และมีหนังสือเกี่ยวกับเค้าออกมาด้วย ตอนแรกกองทุน ขนาดประมาณ 8 หลัก million$ แต่ขึ้นไป peak 20 กว่า billion$ ตอนปี 2008 กองทุน Legg Mason ขาดทุน 50% เท่ากับว่า ถ้าดูเม็ดเงิน ที่ Bill Miller ทำขาดทุนมากกว่า เงินที่เค้า สร้างมาในรอบ 16-17 ปี ซะอีก

      และทำให้ตอนนี้กองทุน Legg Mason ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ก่อตั้ง กลายเป็นแพ้S&P ซะอีกครับ ตอนนี้Bill ไม่ได้ออกจากการเป็น CIO ของกองทุนมาปีกว่าแล้ว หุ้นหลายๆตัวที่เค้าซื้อเยอะๆ ก็ล้มไปก็มีเช่น Kodak , Bear Stern

      http://performance.morningstar.com/fund/performance-return.action?t=LMVTX&region=USA&culture=en-us

      http://www.cornerofberkshireandfairfax.ca/forum/general-discussion/what-do-you-guys-think-of-bill-miller/

  2. นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

    bill miller กับ peter lynch เป็นคนละคนกันนี่ครับ ถ้า bill miller ไม่เก่ง จะสรุปว่า แสดงว่า peter lynch ต้องไม่เก่งด้วย เพราะว่าเป็นผู้จัดการกองทุนเหมือนกันคงไม่ได้ แบบนั้น ถ้าหมอคนไหนไม่เก่ง แสดงว่าหมอทุกคนต้องไม่เก่ง ก็คงไม่ใช่

    • Kong707

      อ้อๆ เปล่าครับ ผมไม่ได้หมายความว่า Lynch ไม่เก่ง เพียงแต่ว่า กรณีของ Bill ถึงจะ beat ตลาดต่อเนื่องมา 16 ปี แต่พอสุดท้ายแพ้ตลาดก็กลายเป็นว่า แพ้เยอะจนต้อง out ไป
      เท่านั้นเอง

  3. VuudD

    อ่านมาถึงคอมเม้นนี้รู้สึกเสียดายที่พี่โจ้กไม่เขียนถึง Bill Miller เหมือนกันนะครับ

  4. koh

    ผมอ่านหนังสือของ Lynch มา ผมว่าวิธีการเค้า practical ดีนะครับ การประเมินมูลค่าบริษัทก็ดู make sense กว่าตำราหลายๆเล่มครับ ที่สำคัญเค้าเขียนหนังสือเอง ต่างจากบัฟเฟต ที่คนเขียนหนังสือแค่ประเมินว่าบัฟเฟตน่าจะใช้หลักการโน้นนี่ครับ

  5. nut

    ที่ ปีเตอร์ ลินส์ บอกว่า การเรียนประวัติศาสตร์ และ ปรัชญา เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนในตลาดหุ้น
    พี่ช่วยขยายความเพิ่มเติมด้วยครับ 2 วิชานี้มีประโยชน์ อย่างไร
    ถ้าอยากเก่งเหมือน ลินส์ จำเป็นต้องศึกษา 2 วิชานี้ด้วยหรือเปล่า

  6. phatsawa1

    ใครเป็นไอดอล และใครที่มีอิทธิพลสำคัญต่อ Lynch ที่ทำให้ Lynch เป็นนักลงทุนแบบนี่ครับ

  7. petcharat85

    อ่านแล้วติดใจตรงงบการเงินที่แข็งแกร่งนี่ดูอย่างไร อย่างเช่น DE ratioหรือเปล่าคะ เพราะว่าบริษัทส่วนใหญ่ที่เติบโต การก่อหนี้มักจะมีมากกว่าเพื่อนำไปลงทุน งบที่เห็นก็อาจจะไม่ดีมากนัก ใช่ไหมคะ อย่างที่เห้นตอนนี้ CPALL หลังควบรวม, CPN เพิ่มทุน, HMPRO แบบนี้ถือว่างบดีหรือเปล่าคะ เพราะหลายครั้งก็ดูไม่ออกว่าการขยายกิจการอย่างรวดเร็วมากแบบตอนนี้ บริษัทไหนที่มีงบแข็งแกร่งบ้างนะคะ อะไรเป้นตัวที่บอกได้ดีที่สุดคะว่ามีงบแข็งแกร่ง

  8. นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

    เรื่องเรียนประวัติศาสตร์และปรัชญานี่ผมจำไม่ค่อยได้นะครับ จำได้ Bill Miller บอกว่าเรียนปรัชญามีประโยชน์

    งบแข็งแกร่ง D/E ก็เป็นตัวสำคัญตัวหนึ่ง D/E ไม่ใช่ยิ่งน้อยยิ่งดี แต่ D/E ไม่ควรสูงเกินไป เช่น ไม่ควรเกิน 1 เท่า แต่ระหว่าง 0-1 ถือว่าโอเคหมดครับ เพราะว่าบริษัทควรมีหนี้บ้าง

    ตัวถัดไปที่ควรจะดูคือ interest coverage ratio คือ ดูว่า บริษัทกำไรกี่เท่าเมื่อเทียบกับภาระดอกเบี้ยจ่าย เพราะถ้าหนี้น้อย แต่กำไรก็น้อย ก็อาจจะประสบปัญหาสภาพคล่องจ่ายหนี้ไม่ได้ก็ได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.