โหงวเฮ้งหุ้นเติบโต

การมองหาหุ้นเติบโตนั้นเป็นการมองไปข้างหน้า จึงเป็นการมองเชิงคุณภาพ ทำให้ไม่สามารถตั้งเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวออกมาได้ แต่ถ้าจะพยายามสร้างเป็นกฎเกณฑ์ที่ง่ายๆ ขึ้นมา เพื่อช่วยให้มองหาหุ้นเติบโตเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ต่อไปนี้คือคุณลักษณะหรือ “โหวงเฮ้ง” ของหุ้นที่อาจจะเข้าข่ายเป็นเป้าหมายของนักลงทุนได้ครับ
[premium level=”1″ teaser=”yes” message=”โปรดล็อกอินเพื่ออ่านบทความเต็ม หรือสมัครสมาชิกรายปี”]

1. รายได้เติบโตได้อย่างน้อย 10% แทบทุกปี
ข้อนี้สำคัญที่สุดแล้วมังครับ เพราะถ้ารายได้ไม่โตแล้วจะเรียกว่า หุ้นเติบโต ได้ยังไง หุ้นเติบโตที่ดีต้องอยู่ในธุรกิจที่การทำรายได้ให้เติบโตเกิน 10% ต่อปีได้โดยไม่ยากเย็นเกินไปนัก ถ้าหากเป็นปีที่เศรษฐกิจโดยรวมย่ำแย่จริงๆ ก็อาจยกเว้นให้โตน้อยกว่า 10% ได้ในปีนั้น แต่ก็ยังควรทำได้สูงกว่าตลาดโดยรวม นอกจากนี้ การเติบโตที่ดีควรมาจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการปรับราคา เพราะการปรับราคาไม่สามารถทำติดต่อกันได้นานๆ จึงไม่ยั่งยืนมากพอ

บริษัทที่รายได้โตอยู่ในช่วง 10-20% ต่อปี เป็นกลุ่มที่น่าสนใจที่สุด เพราะเป็นระดับที่ธุรกิจส่วนใหญ่สามารถทำให้ต่อเนื่องได้ ถ้าหากโตกว่า 20% ต่อปีไปมากๆ กลับไม่น่าสนใจเท่าไหร เพราะการเติบโตในระดับสูงขนาดนั้น มักไม่ใช่การเติบโตแบบยั่งยืน แต่อาจเกิดจากการกลับตัวในช่วงสั้นมากกว่า

เรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การเติบโตของรายได้ไม่ควรพิจารณาจากผลการดำเนินงานในอตีตแต่เพียงอย่างเดียว ควรสนใจว่าบริษัทเติบโตได้เพราะปัจจัยอะไร แล้วตรวจสอบต่อไปว่า ปัจจัยนั้นจะยังคงอยู่ต่อไปในอนาคตหรือไม่ ถึงจะมั่นใจได้ว่าจะเติบโตแบบเดิมได้อีกในช่วงต่อไป

2. บริษัทกำลังมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นหรืออย่างน้อยก็ต้องเท่าเดิมเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวมหรือคู่แข่งขัน
ส่วนแบ่งตลาดเป็นตัวเลขที่บ่งบอกความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นหรืออย่างน้อยต้องไม่ลดลงช่วยประกันว่า บริษัทโตไปเรื่อยๆ แล้วจะไม่ไปตายเอาตอนจบ เพราะบางทีตลาดโดยรวมกำลังโตสูงอยู่ เลยทำให้รายได้ของทุกบริษัทโตด้วยตัวเลขที่ดูสูงตามไปด้วย ทั้งที่จริงๆ แล้ว บริษัทกำลังเสียทีคู่แข่งไปเรื่อยๆ ถ้าวันหนึ่งตลาดโดยรวมโตช้าลงหรือหยุดโต จะเกิดการแข่งขันด้านราคา เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดกัน ทีนี้บริษัทที่ไม่ได้เก่งจริง แต่โตได้เพราะตลาดรวมโต จะเริ่มแสดงเนื้อแท้ออกมา การเติบโตจะหยุดลงเอาดื้อๆ ได้

ในทางตรงกันข้าม บางบริษัทอาจอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตต่ำ แต่มีความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งมาก ก็ยังสามารถทำรายได้ให้เติบโตสูงได้ ด้วยการกินส่วนแบ่งตลาดคนอื่น เวลาอุตสาหกรรมโดยรวมมีปัญหาก็เอาตัวรอดได้ดีกว่าคนอื่นอีกด้วย ดังนั้นถ้าเติบโตด ส่วนแบ่งตลาดจึงเป็นตัวเลขสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

3. มีROE อย่างน้อย 10%
ROE เป็นมาตรวัตอย่างคร่าวๆ ตัวหนึ่ง ที่ช่วยบอกได้ว่า ธุรกิจสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่ากับต้นทุนของเงินทุนอยู่หรือไม่ บริษัทที่ดีควรทำ ROE ได้อย่างน้อย 10% เพราะถือเป็นระดับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของการทำธุรกิจ นอกจากนี้ การมี ROE สูงยังทำให้สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนอยู่เรื่อยๆ เพราะบริษัทสร้างกำไรได้มากพอที่จะใช้กำไรเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับ finance การลงทุนใหม่ๆ ด้วยตัวเองได้ บริษัทที่เติบโตเฉลี่ย x% ต่อปี ควรมี ROE อย่างน้อย x% ต่อปีด้วย หากต้องการเติบโตด้วยกำไรสะสมล้วนๆ ไม่ต้องเพิ่มทุน

4. D/E ratio ไม่สูงจนผิดปกติ
ที่จริงแล้ว การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องผิดสำหรับธุรกิจ ตรงกันข้ามธุรกิจที่ดีควรมีหนี้บ้าง เพราะทำให้ใช้ประโยชน์จากทุนได้เต็มที่มากขึ้น และหนี้ยังก่อให้เกิดการประหยัดภาษีได้ด้วย (tax shield) แต่แบบที่เราไม่เอาคือ การมีหนี้มากจนเกินพอดี เพราะหากมีปัจจัยเสี่ยงที่ไม่คาดฝันมากระทบ หนี้ที่มากเกินไปจะทำให้บริษัทลำบากขึ้นเป็นทวีคูณ

ธุรกิจการผลิตทั่วไปควรมี D/E ต่ำกว่า 1 เท่า (มีหนี้สินน้อยกว่าทุน) ถ้าเป็นธุรกิจซิ้อมาขายไปก็ยอมให้มี D/E ต่ำกว่า 3 เท่าได้ (หรือ 1 เท่าเมื่อกัน หากไม่นับเจ้าหนี้การค้าเป็นส่วนหนึ่งของหนี้) สำหรับพวกสถาบันการเงินนั้นอนุญาตให้มี D/E ได้ถึง 10-15 เท่า เพราะธุรกิจการเงินมักเป็น ROA ต่ำโดยธรรมชาติ จึงต้องอาศัยหนี้ เพื่อสร้าง ROE ให้เทียบเท่ากับธุรกิจภาคจริง

การมี D/E ratio ที่ไม่สูงเกินไปยังเป็นการประกันว่า ROE ที่เกิน 10% ของบริษัท ไม่ได้เกิดจากการอาศัยหนี้เป็นตัวดัน ROE แต่เกิดจากตัวธุรกิจจริงๆ นอกจากนี้ D/E ratio ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงสไตล์การบริหารงานของบริษัทได้เป็นอย่างดี บริษัทที่ไม่มีหนี้เลยอาจเป็นบริษัทที่มีวัฒนธรรมแบบอนุรักษ์นิยมมากเกินไป (ไม่เหมาะกับ Growth Business) ในขณะที่ บริษัทที่ชอบมีหนี้สูงๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะชอบกู้เงินมาขยายให้เต็มที่ ย่อมสะท้อนถึงนิสัยการบริหารงานแบบนักพนัน และขาดความระมัดระวัง

5. P/E ratio ยังไม่สูงกว่าอัตราการเติบโตที่เป็นไปได้ของธุรกิจ
เช่น ถ้ารายได้โตเฉลี่ยปีละ 10% ก็ไม่ควรมี P/E เกิน 10 เท่า ถ้ารายได้โตปีละ 15% ก็ไม่ควรมี P/E เกิน 15 เท่า เป็นต้น (อย่าลืมทำ P/E ให้เป็น P/E ปกติ (normalized) ก่อน) โดยปกติแล้วการลงทุนในแนวเติบโตนั้นไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นที่พีอีต่ำมากๆ เพราะอาจไม่มีวันได้ซื้อ แต่ในทำนองเดียวกันก็ต้องไม่ซื้อหุ้นที่พีอีสูงเลยการเติบโตไปแล้ว เพราะลงทุนไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรเช่นกัน การซื้อหุ้นเติบโตที่ราคาสมเหตุสมผลกับระดับของการเติบโตนั้นถือว่าเหมาะสมที่สุด

สุดท้ายนี้ขอย้ำว่า การใช้เกณฑ์ห้าข้อเพื่อเลือกหุ้นเติบโตนั้นไม่อาจแทนที่การวิเคราะห์เชิงคุณภาพได้ทั้งหมด เราอาจใช้เกณฑ์ทั้งห้าข้อนี้เป็นเพียงตัวกรองหุ้นเบื้องต้น เพื่อที่เราจะนำมาหุ้นที่ผ่านตะแกรงร่อนมาศึกษาแบบเจาะลึกต่อไป จะได้ประหยัดเวลา แต่ไม่ควรใช้เกณฑ์ห้าข้อนี้เพียงวิธีเดียวในการเลือกหุ้นเติบโตเข้าพอร์ตแล้วจบ เพราะการตัดสิน Growth จากตัวเลขการในปัจจุบันล้วนๆ โดยที่ไม่สนใจเลยว่าตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะปัจจัยอะไรอยู่เบื้องหลัง (ขายสินค้าอะไร ขยายลูกค้าไปกลุ่มไหน ฯลฯ) และปัจจัยนั้นจะยังคงอยู่ต่อไปในอนาคตอีกหรือไม่ ก็เหมือนกับคนที่ขับรถด้วยการมองแต่กระจกหลังนั่นเอง

41 thoughts on “โหงวเฮ้งหุ้นเติบโต”

  1. มาสมัครสมาชิกรายปีแล้วนะครับ คุณนรินทร์ 🙂

  2. เรียนอาจารย์ นรินทร์

    สอบถามเรื่อง P/E ปกติ หมายถึงอะไรครับ รบกวนยกตัวอย่างจากของจริงด้วยได้ไหมครับ

    ขอบคุณครับ
    ^__^

    top_cat

  3. อ่านบทความได้ทันทีหลังจากชำระค่าสมาชิกผ่านทาง paypal แสดงว่า activate เรียบร้อยแล้วใช่มั้ยคะ ^_^

  4. เกณฑ์ข้อ 5 คุณนรินทร์ดูจากการเติบโตของรายได้ ไม่ได้ดูจากการเติบโตของกำไรหรือครับ? ทำไมถึงดูการเติบโตรายได้ แทนที่จะเป็นการเติบโตของกำไรครับ? ขอบคุณครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*