หุ้นกลับตัว (Turnarounds)

ปีเตอร์ ลินซ์ กล่าวว่า หุ้นในตลาดมีหกจำพวก โตช้า-โตปานกลาง-โตเร็ว-หุ้นสินทรัพย์แฝง-หุ้นวัฏจักร-หุ้นกลับตัว แต่ที่น่าสนใจที่สุด ได้แก่ หุ้นโตเร็ว กับหุ้นกลับตัว เพราะเป็นหุ้นสองจำพวกจะทำให้คุณได้กำไรเป็นเท่าตัวได้…

ปีเตอร์ ลินซ์ กล่าวว่า หุ้นในตลาดมีหกจำพวก โตช้า-โตปานกลาง-โตเร็ว-หุ้นสินทรัพย์แฝง-หุ้นวัฏจักร-หุ้นกลับตัว แต่ที่น่าสนใจที่สุด ได้แก่ หุ้นโตเร็ว กับหุ้นกลับตัว เพราะเป็นหุ้นสองจำพวกจะทำให้คุณได้กำไรเป็นเท่าตัวได้

โดยส่วนตัว ผมสนใจหุ้นโตเร็วเป็นหลัก ต้องยอมรับว่า หุ้นกลับตัว นั้นไม่ใช่แนวทางที่ผมถนัดเอาเสียเลย ผมว่าคนที่จะเล่นหุ้นกลับตัวได้ดี ต้องเป็นคนที่สามารถอุทิศเวลาให้กับการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับตัวหุ้นแบบเกาะติดได้ ในขณะที่คนที่เล่นหุ้นโตเร็วนั้น ยังสามารถใช้วิธีมองไปข้างหน้าให้ไกลๆ กว่าคนอื่น แล้วยอมรับความผันผวนในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ผมก็มีประเด็นที่อยากพูดถึงเกี่ยวกับวิธีเล่นหุ้นกลับตัวอยู่บ้างเหมือนกัน
[premium level=”1″ teaser=”yes” message=”โปรดล็อกอินเพื่ออ่านบทความเต็ม หรือสมัครสมาชิกรายปี”]
เวลามีหุ้นบางตัวในตลาดเจอข่าวร้ายมากๆ ทำให้ราคาหุ้นร่วงลงเกินปกติจนกลายเป็น Talk of the Town ผมมักได้ยินเสมอในช่วงเวลาแบบนี้ว่ามีคนเชียร์ให้เก็บ เพราะบอกว่าราคาหุ้นถูกมาก เป็นโอกาสทอง คนที่ใจกล้าในเวลาที่คนอื่นกลัวแบบนี้ จะได้รับผลตอบแทนที่งดงาม

แต่ผมกลับไม่ชอบโอกาสลักษณะนี้เลย และไม่ชอบเก็บหุ้นในสถานการณ์แบบนี้ด้วย ถ้าราคาหุ้นร่วงลงไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีข่าวร้ายใดๆ เลยนั่นคงเรียกว่าเป็น “โอกาส” ได้ แต่หากราคาหุ้นร่วงลงไปเรื่อยๆ เพราะว่ามีข่าวร้ายด้วยนั้น ผมว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นโอกาสเสมอไป ตรงกันข้าม มันอาจเป็นการลงอย่างมีเหตุผลเสียด้วยซ้ำ เพราะปัจจัยพื้นฐานมันไม่เหมือนเดิม เราจะไปคิดว่า มูลค่ามันต้องเท่าเดิมได้อย่างไร การที่ราคาหุ้นลดลงมากจึงอาจเป็นการลงที่มีเหตุผลและไม่เรียกว่า “โอกาส”

ผมเคยใช้ตรรกแบบหุ้นลงแรงๆ แปลว่าเป็นโอกาสมาก่อนกับหุ้น Palm Inc.ในตลาดสหรัฐฯ หุ้นตัวนี้ราคาลงมาจากเกือบสองร้อยเหรียญหลัง dot bom จนเหลือแค่หนึ่งเหรียญกว่าๆ ผมมองว่า ราคาได้ลดลงมามากพอแล้ว (-99%) หุ้นจึงน่าจะถูกแล้ว ก็เลยเข้าไปซื้อเก็บไว้

ผลปรากฎว่า หลังจากที่ซื้อไป ราคาลงต่อไปเหลือเพียงแค่ 60 เซ็นต์ (ขาดทุนราวๆ  50%) และพอมันรีบาวด์ขึ้นมาบ้างในอีก “สาม” ปีต่อมา มันก็ไม่เคยขึ้นมาถึงต้นทุนของผมได้เลย ตกลงว่า ตัวนี้ขาดทุนไปเลยเต็มๆ โชคยังดีที่ไม่กล้าซื้อเพิ่มเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนด้วย หาไม่แล้วคงขาดทุนหนักกว่านี้อีกมาก

หุ้นกลับตัว อาจมี upside สูงที่เกิดจากการที่ราคาหุ้นลดต่ำลงไปมาก แต่ในเวลาเดียวกัน downside ก็สูงมากด้วยจากการที่หุ้นอาจกลับตัวไม่สำเร็จในที่สุด มันจึงเป็นหุ้นที่พ่วงมาทั้งผลตอบแทนและความเสี่ยง ไม่ใช่โอกาสอย่างเดียว หุ้นกลับตัวที่กลับตัวไม่สำเร็จจนต้องล้มละลายในที่สุดนั้นจะทำให้คุณขาดทุนมากถึง 100% เสมอ ไม่ว่าตอนที่ซื้อ คุณจะสามารถซื้อได้ต่ำแค่ไหนก็ตาม

พวก Private  Equity ที่ทำดีล LBO มาเยอะๆ บอกว่า เทคนิคสำคัญในการตัดสินใจว่าควรเข้าไปลงทุนในบริษัทที่กำลังจะล้มละลายหรือไม่ คือให้ดูไปที่ตัวสินค้าก่อนว่ายังเป็นสินค้าที่มีคนซื้อหรือไม่ (สมมติว่าสินค้านั้นขายโดยบริษัทอื่นที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเงิน) ถ้าตัวสินค้าก็ขายไม่ได้ด้วยแล้ว ให้ยุติดีลไปได้เลย ต่อให้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้ถูกแค่ไหนก็ไม่คุ้ม แต่ถ้าสินค้ายังขายได้ ถึงค่อยมาพิจารณาด้านอื่นต่อไป

ผมว่าข้อคิดอันนี้สอนอะไรเราได้หลายอย่างเกี่ยวกับการเล่นหุ้นกลับตัว กล่าวคือ ไม่ว่าราคาหุ้นจะลงมามากแค่ไหนก็ไม่อาจบอกได้เลยว่าราคาหุ้นถูกแล้ว แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปด้วยเสมอคือ แล้วด้านพื้นฐานล่ะ มันแย่ลงมากหรือน้อยกว่าราคาหุ้นแค่ไหน

บางคนถือคติว่าจะไม่เข้าไปเก็บหุ้นขาลงเลย ไม่ว่ามันจะถูกลงแค่ไหนกว่าตาม จนกว่าจะเห็นปัจจัยพื้นฐานใหม่ๆ ที่จะช่วยให้หุ้นกลับตัวได้จึงค่อยเข้าไปซื้อ วิธีนี้เป็นกลยุทธ์ที่ไม่เลว เพราะแม้ว่าอาจจะต้องซื้อแพงสักหน่อย แต่โอกาสที่หุ้นจะกลับตัวได้มีมากกว่า เพราะจริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องซื้อได้ที่จุดต่ำสุดก็สามารถทำกำไรจากหุ้นกลับตัวได้ แต่ที่เราอยากจะแน่ใจมากกว่าคือ หุ้นกลับตัวที่เราซื้อนั้นกลับตัวได้สำเร็จจริงๆ และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมบอกว่า การเล่นหุ้นกลับตัวจำเป็นต้องตามข่าวสารแบบเกาะติด เพราะเราต้องคอยดูว่าว่าปัจจัยใหม่ๆ ที่อาจช่วยให้บริษัทกลับตัวได้นั้น ยังเป็นไปตามที่เราคาดไว้หรือไม่ เพราะถ้าหากไม่เป็นไปตามที่คาดคิดเมื่อไร เราต้องรีบออกตัวให้ทัน เพื่อลดการขาดทุนหนักๆ ไม่ใช่เล่นหุ้นกลับตัวแบบนักมวยขาตาย

ช่วงเวลาหนึ่งที่มักเป็นโอกาสของหุ้นกลับตัว คือ ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโดยรวมเริ่มฟื้นตัวจากภาวะตกต่ำพอดี ช่วงเวลาแบบนี้ แม้แต่เป็ดง่อยก็บินได้ โอกาสที่บริษัทจะพลิกฟื้นสถานการณ์ขึ้นมาได้เพราะปัจจัยภายนอกส่งเสริมนั้นมีสูง เวลาแบบนี้เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่หุ้นกลับตัวมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ วิธีคิดของนักลงทุนในช่วงเวลาแบบนี้จะกลับตาลปัตรกับช่วงเวลาปกติ เพราะยิ่งบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานแย่มากเท่าไรก็จะยิ่งมี Upside สูงมากเท่านั้น ในขณะที่บริษัทดีๆ ในช่วงเวลาแบบนี้กลับปรับตัวขึ้นได้ไม่ค่อยมาก

นอกจากตัวธุรกิจเองแล้ว ความแข็งแรงของ Balance Sheet ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากของการดูหุ้นกลับตัว บางคนเข้าไปช้อนซื้อธุรกิจที่กำลังจะล้มละลายในราคาหุ้นที่ต่ำมาก พอหุ้นกลับตัวได้จริง ปรากฎว่าต้องมีการเพิ่มทุนครั้งใหญ่ ทำให้สุดท้ายแล้วมูลค่าบริษัทยังอยู่ แต่มูลค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมแทบไม่เหลือเลย เพราะถูก Dilute อย่างมหาศาลโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ที่เข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องให้บริษัท สุดท้ายแล้วก็ขาดทุนอยู่ดีทั้งที่บริษัทสามารถกลับตัวได้สำเร็จ

หุ้นกลับตัวที่มี Balance Sheet ที่อ่อนแอมากๆ บางทีการรอคอยจนกว่าจะมีแผนเพิ่มทุนที่ชัดเจนว่าหุ้นเดิมจะต้อง Dilute อีกเท่าไร แล้วค่อยเข้าไปลงทุน อาจเป็นจังหวะที่ดีกว่า เพราะแม้จะต้องซื้อแพงขึ้นหน่อย แต่ Downside Risk จะต่ำกว่ามาก

จำไว้ว่า เวลาเล่นหุ้นกลับตัว อย่ามองแต่ Upside อย่างเดียว แต่ต้องพยายามเลือกโอกาสที่มี Downside ที่จำกัดด้วย จึงจะเป็นโอกาสของการลงทุนที่ดีกว่า (Favorable Bets/Positive NPV) ที่แท้จริง[End]

13 thoughts on “หุ้นกลับตัว (Turnarounds)”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*