เลือกหุ้นปันผล

อันที่จริงผมไม่ค่อยได้ลงทุนแนวหุ้นปันผลเท่าไร แต่ก็มีประเด็นหลายอย่างที่คิดว่า น่าจะนำมาคุยกับท่านนักลงทุนเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ ไว้เพิ่มทางเลือกครับ

เวลาได้ยินคนชักชวนให้ซื้อหุ้นปันผลกัน บ่อยครั้งผมมักได้ยินตรรกที่ว่า ถือหุ้นปันผลไปเถอะยังไงก็คุ้ม เพราะทุกปีได้เงินปันผลก็มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากอยู่แล้ว ว่าแล้วก็ขุดรายชื่อหุ้นที่มี Dividend Yield สูงกว่าตลาดมากๆ ออกมาให้เลือกซื้อกัน [premium level=”1″ teaser=”yes” message=”โปรดล็อกอินเพื่ออ่านบทความเต็ม หรือสมัครสมาชิกรายปี”]

โดยส่วนตัวผมเห็นว่าเป็นตรรกที่หยาบเกินไปครับ!

ประการแรก หุ้นกับเงินฝากนั้นมีความเสี่ยงไม่เท่ากันและต่างกันมาก การเอา Yield มากเป็นตัวเปรียบเทียบกับตรงๆ จึงผิดหลักการลงทุนโดยสิ้นเชิง ดอกเบี้ยเงินฝากนั้นได้แน่นอน แต่เงินปันผลนั้นไม่ใช่ (ไม่ใช่สัญญา) อีกทั้งเงินต้นของหุ้นนั้นไม่ได้การันตีอย่างเงินฝาก ถ้าได้ปันผลสูงกว่าดอกเบี้ยสัก 2% แต่อาจขาดทุนเงินต้น 30-40% เลยก็ได้ จึงเอาแต่ Yield มาเปรียบเทียบกันแบบนี้ไม่ได้

ประการต่อมา การคัดหุ้นปันผลโดยดูจาก Dividend Yield เป็นหลักนั้น เป็นเรื่องที่อันตราย เพราะ DY เกิดจาก “เงินปันผลต่อหุ้น” หารด้วย “ราคาตลาดต่่อหุ้น” การที่ DY มีค่าสูงมาก ไม่ได้เกิดจากการที่บริษัทจ่ายเงินปันผลเยอะอย่างเดียวแต่เกิดจากการที่หุ้นตัวนั้นมีราคาตลาดที่ต่ำผิดปกติได้ด้วย ซึ่งในกรณีหลังนั้น เราต้องเฉลียวใจด้วยว่า ทำไมตลาดจึงถึงให้ราคาบริษัทนั้นต่ำกว่าปกติ การค้นหาว่ามีหุ้นตัวไหน DY สูงๆ บ้างไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรเลย แค่เปิดตารางหุ้นดูก็รู้แล้ว การที่ราคาหุ้นต่ำผิดปกติจึงอาจเป็นเพราะตลาดเห็นว่ามีอะไรอย่างอื่นที่ไม่ดีเกี่ยวกับบริษัทนั้นอยู่ ซึ่งต้องตรวจสอบ

หุ้นที่มี DY ที่สูงผิดปกตินั้น จำนวนไม่น้อยเลยเป็นหุ้นของธุรกิจที่แต่ไหนแต่ไรมากำไรปีต่อปีของบริษัทผันผวนอย่างมาก และบริษัทก็บังเอิญอยู่ในช่วงที่กำไรเป็นขาลงพอดี เมื่อตลาดทิ้งหุ้นตัวนั้น เพราะรู้ว่ากำไรกำลังจะลดลงในอนาคต ก็จะทำให้ DY มีค่าสูงขึ้นได้เองอย่างมาก เพราะ เงินปันผลที่เป็นเศษของ DY นั้น เป็นเงินปันผลของงวดที่แล้ว แต่ราคาหุ้นสะท้อนอนาคต เมื่อนักลงทุนซื้อไปแล้วก็มักพบกับความผิดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า เมื่อบริษัทประกาศลดหรืองดจ่ายเงินปันผล ทำให้ DIY กลับไปต่ำเหมือนเดิม ซะงั้น

ดังนั้นถ้าหากคุณเป็นนักลงทุนที่เล่นหุ้นปันผลจริงๆ คุณควรจะมีวิธีคัดหุ้นปันผลที่แยบผลกว่าปกติทั่วไป ที่จริงแล้ว เราไม่ได้ต้องการหุ้นที่จ่ายปันผลสูงมากๆ จนผิดปกติ แต่เราต้องการหุ้นที่ปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยบ้าง (แต่ไม่จำเป็นต้องสูงจนผิดปกติ) แต่ที่สำคัญกว่าคือ ต้องจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ

หุ้นปันผลสม่ำเสมอคือหุ้นที่มีผลประกอบการ (กำไร) ไม่ผันผวนรุนแรงจนเกินไประหว่างปีต่อปี และมีประวัติที่ยาวนานของการจ่ายเงินปันผลที่ไม่ต่ำกว่าเดิม แม้แต่ในบางปีที่ผลประกอบการออกมาไม่ดี ยิ่งประวัติดีเท่าไร ก็ยิ่งเป็นหุ้นปันผลที่น่าสนใจ แม้ DY จะสูงปานกลาง ไม่ถึงกับสูงมากก็ตาม

บังเอิญได้ไปเห็นสถิติที่ตลาดหลักทรัพย์ทำไว้ เกี่ยวกับหุ้นที่จ่ายปันผลต่อเนื่อง 20 ปี พอดี [url]https://docs.google.com/open?id=0B0yBOgvjj3wcSjkzN19rTUpUWVE[/url] เลยเอามาฝากกัน ที่จริงมันยังเป็นสถิติที่ไม่ตรงใจผมทีเดียวนัก ที่ผมอยากได้จริงๆ คือ รายชื่อหุ้นที่ไม่ใช่แค่จ่ายปันผลทุกปีอย่างเดียวแต่ต้องจ่ายแบบอย่างน้อยเท่าเดิมทุกปีด้วย แม้แต่ในปีที่ยากลำบาก ยิ่งทำได้ติดต่อกันนานเท่าไรก็ยิ่งดี หุ้นแบบนี้จะเป็นหุ้นปันผลที่น่าสนใจ

อีกเรื่องหนึ่งที่นักลงทุนควรจดจำก็คือว่า เงินปันผลไม่ใช่ obligation แต่อย่างใด บริษัทจึงไม่จำเป็นต้องจ่่ายเงินปันผลเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการบริษัท นักลงทุนจึงยึดเงินปันผลในอดีตเป็นสรณะไม่ได้ แม้แต่ในปีที่บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น แต่คณะกรรมการบริษัทจะงดจ่ายปันผลโดยอ้างว่ากำลังโตเร็วเลยต้องเก็บเงินสดไว้ลงทุนเพิ่มก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเห็นของคณะกรรมการบริษัทล้วนๆ

ทั้งนี้รวมถึง “นโยบายการจ่ายเงินปันผล” (Dividend Policy) ที่บริษัทประกาศไว้กับตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ใช่สัญญาเช่นเดียวกัน เป็นแค่ guideline ซึ่งบริษัทจะบิดพริ้วก็ไม่มีความผิดแต่อย่างใด

โปรดอย่าไปยึดติดกับ DY และ DP เพราะน้ำตาคุณจะเข็ดหัวเข่าได้ครับ

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยน Dividend Policy สามารถมองเป็นทฤษฏีเกมได้ด้วย ในทางทฤษฎีถือว่า ถ้าอยู่ดีๆ บริษัทประกาศปรับเปลี่ยน Dividend Policy เช่น เพิ่มจาก 30% เป็น 50% ของกำไรสุทธิ แสดงว่า บริษัทต้องเห็นแล้วว่าธุรกิจของบริษัทจะมีกระแสเงินสดที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ปีหน้าปีเดียวเท่านั้น แต่เป็นระยะยาว ถึงได้ตัดสินใจให้มีการแก้ไข DP อย่างเป็นทางการ ซึ่งแปลความได้ในเชิงบวกสำหรับนักเล่นหุ้นปันผล (แต่ Growth Investor อาจมองเป็นสัญญาณลบ เพราะแปลว่า ธุรกิจของบริษัทจะเปลี่ยนจาก Growth Company ไปเป็น Cash Cow แล้ว)

Dividend Policy ที่บริษัทประกาศไว้เป็นตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่เราอาจใช้พิจารณาประกอบเวลาคัดหุ้นปันผลก็ได้ เพราะ Dividend Policy ควรมีความสัมพันธ์กับการเติบโตทางธุรกิจด้วย โดยมีความสัมพันธ์แบบหยาบๆ ตามสูตร Growth = r x ROE เมื่อ r = retention ratio

ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัท A มี Dividend Policy ว่าจะจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 70% ของกำไรสุทธิ แสดงว่า กำไรร้อยส่วนจ่ายปันผลเจ็ดสิบ อีกสามสิบเก็บไว้ลงทุนต่อ แบบนี้ r จะเท่ากับ 30%

ถ้าบริษัท A มี ROE อยู่ที่ 10% จะได้ว่า Growth ที่ควรจะเป็นของธุรกิจจะเท่ากับ r x ROE หรือ 30% x 10% หรือเท่ากับ 3% ต่อปี

ดังนั้น บริษัท A ควรโตได้เฉลี่ย 3% ต่อปีเป็นอย่างน้อยด้วย (โดยไม่ต้องกู้เพิ่มหรือเพิ่มทุน) จึงจะถือว่าเอากำไรส่วนที่ไม่ได้จ่ายเงินปันผลออกมาไปลงทุนต่อแล้วได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับทุนที่ลงไป อย่างนี้เป็นต้น

ในตัวอย่างนี้ 3% เป็นตัวเลขที่ง่าย เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ถ้าไม่โตเลยก็ควรโตได้อย่างน้อยเท่ากับเงินเฟ้อที่ 3% อยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปเจอบริษัทที่จ่ายปันผลแค่ 30% ของกำไร ทั้งที่มี ROE สูงถึง 30% แต่ในระยะยาวบริษัทกลับโตได้แค่ 3% อย่างนี้ถือว่าจ่ายปันผลน้อยเกินไป และใช้เงินลงทุนได้ไม่คุ้มค่า เพราะทางทฤษฎีแล้ว ควรจะโตได้ 21% เป็นอย่างน้อย

อย่างไรก็ตาม สูตรนี้เป็นแค่การประมาณ ไม่ต้อง exact มากครับ แค่ดูมิให้หลุดไปมากๆ ก็พอ[End]

24 thoughts on “เลือกหุ้นปันผล”

  1. พี่โจ๊ก,

    บริษัทที่มี % dividend yield มากกว่า % ดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร

    ทำไมบริษัทนั้น ไม่กู้เงินจากธนาคารเอามาซื้อหุ้นคืน แล้วจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารอะครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*