145: 0476: รวม Key Value Driver

เคยรับปากท่านนักลงทุนไว้นะครับว่า จะทำสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ Key Value Driver ของแต่ละธุรกิจเอาไว้เป็นแนวทางเวลามองหุ้นนะครับ

กลุ่มแรกที่ผมนึกถึงก่อนเลย เวลานึกถึงคำว่า Key Value Driver คือ ธุรกิจคอมโมฯ​ ครับ หุ้นกลุ่มนี้มี KVD ที่ชัดเจนมาก ได้แก่ ราคาขายของผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก [premium level=”1″ teaser=”yes” message=”โปรดล็อกอินเพื่ออ่านบทความเต็ม หรือสมัครสมาชิกรายปี”]

การวิเคราะห์เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับหุ้นพวกนี้ เช่น หนี้สินต่อทุน ผู้บริหาร ประสิทธิภาพ มาร์จิ้น ค่อนข้างจะเสียเวลา ไม่ค่อยได้เนื้อหนังเท่าไร แต่พอราคาขายในตลาดโลกของผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงแบบมีนัยสำคัญ ราคาหุ้นพวกนี้จะวิ่งกันได้แบบยกแผง แบบไม่ต้องสนใจว่าตัวไหนเก่งกว่าตัวไหน ถ้าราคาขายวิ่ง ทุกตัววิ่งกันหมดไม่ว่าหนี้มากน้อย แต่ถ้าราคาขายไม่วิ่ง ต่อให้ตัวไหนเก่ง กว่าเพื่อนแค่ไหน ราคาก็ไม่วิ่ง ราคาขายจึงเป็น KVD หลักที่บดบังรัศมีของประเด็นอื่นๆ จนหมด

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ในระยะสั้น บริษัทมีทั้งกำลังการผลิตและต้นทุนที่คงที่ ถ้าอยู่ดีๆ ก็ขายสินค้าเดิมได้ในราคาที่สูงขึ้น เช่น 10% เพราะราคาในตลาดโลกเปลี่ยน (พวกคอมโมฯ​ เป็น price taker กำหนดราคาเองไม่ได้เลย) รายได้ที่เพิ่มขึ้นแทบจะกลายมาเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นล้วนๆ ยิ่งถ้ามี Fixed Cost เยอะมาร์จิ้นจะยิ่งพุ่งขึ้นในสัดส่วนที่รุนแรงกว่ารายได้มาก ราคาขายที่เปลี่ยนแปลงแค่นิดเดียวจึงส่งผลต่อกำไรได้อย่างมากมาย

ธุรกิจกลุ่มถัดมาที่ผมนึกถึงคือ กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เวลาผู้บริหารหุ้นกลุ่มนี้ชักชวนให้นักลงทุนมาซื้อหุ้นของเขามักจะอ้างว่า ปีนี้กำไรจะดีแน่นอน เพราะบริษัทมี Backlog รอรู้รับรายได้อยู่ในมือสูงมาก แต่โดยความเห็นส่วนตัว ผมกลับมองว่า Backlog ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ Drive ราคาหุ้นกลุ่มนี้ในช่วงถัดไปได้เลย เพราะ Backlog เป็นสิ่งที่สะท้อน ยอดจองเมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็สามารถทำนายล่วงหน้าได้ถ้าเอายอดจองเมื่อ 1-2 ปีที่แล้วมาคำนวณ สิ่งที่ Drive ราคาหุ้นในปัจจุบันน่าจะมาจากข้อมูลที่ “ล่าสุด” ที่สะท้อนอนาคตของบริษัทในช่วงต่อไป

ผมจึงคิดว่า KVD ของกลุ่มนี้น่าจะได้แก่ ยอดจอง (ยอดพรีเซล) งวดล่าสุดของบริษัทมากกว่าจะเป็นเรื่องของ Backlog ข้อมูลส่วนนี้ไม่อยู่ในงบการเงินของหุ้นอสังหาแม้แต่น้อย แต่บริษัทส่วนใหญ่จะประกาศยอดจองล่าสุดที่ทำได้ผ่านสื่อ เช่น ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ หรือแถลงใน Analyst Meeting มากกว่า ยอดจองงวดล่าสุดจะกลายมาเป็น Backlog ในอนาคต ดังนั้นการที่บริษัทมียอดจองดีขึ้น ย่อมแสดงว่าผลประกอบการในอนาคตของบริษัทน่าจะดีขึ้นกว่าปัจจุบัน ธุรกิจของบริษัทจึงยังเป็นขาขึ้น

ดังนั้นถ้าใครจะเล่นหุ้นอสังหาจะต้องพยายามอ่านข่าวเพื่อเช็คยอดจองที่ใหม่ที่สุดของบริษัทอยู่ตลอดเวลา เพราะส่วนใหญ่แล้ว ถ้าบริษัทให้สัมภาษณ์นักข่าวหรือบอกนักวิเคราะห์ไป ภายในวันเดียวกันหรืออย่างช้าสุดก็วันรุ่งขึ้น นักข่าวและนักวิเคราะห์ก็มักจะเอายอดจองมาเขียนกันแล้ว เราจึงต้องไวครับ

ส่วนเวลางบออกจริงๆ ผมว่าส่วนใหญ่ผลประกอบการที่ออกมาจะไม่ค่อยส่งต่อราคาหุ้นกลุ่มนี้แล้วครับ แต่ที่บางครั้งมันส่งผลรุนแรงได้บ้างมักเป็นเพราะตอนที่บริษัทรับรู้ backlog ในอดีตเป็นรายได้งวดล่าสุดแล้ว ปรากฎว่า Gross Margin ตกลงกว่าปกติมาก เพราะควบคุมต้นทุนการก่อสร้างไม่ได้ หรือเป็นเพราะในงบมีรายการพิเศษโผล่ขึ้นมาให้ surprise กัน แต่ถ้าเป็น business as usual แล้ว งบการเงินไม่ค่อยมีผลครับ แต่ถ้าเป็นกรณีที่อยู่ดีๆ ราคาหุ้นก็วิ่งกลางไตรมาส แล้วพอเช็คข่าวดูปรากฎว่าวันนั้นมี Analyst Meeting แบบนี้ไม่แปลกครับ มีบ่อย เพราะยอดจองออกวันนั้นครับ

ถ้าเป็นธุรกิจ โรงแรม อยากให้ดู Average Room Rate มากที่สุด เพราะเป็นตัวเลขที่ตอบโจทย์ทุกอย่างในตัวของมันอยู่แล้ว ถ้าหาก ARR ปรับตัวดีขึ้นจากงวดก่อน ย่อมแสดงถึงปัจจัยพื้นฐานที่กำลังดีขึ้นในทุกๆ ด้าน เพราะการจะขึ้นราคาค่าที่พักได้ แสดงว่า อำนาจต่อรองกับลูกค้าต้องมีมากขึ้นจริงๆ ในขณะที่ตัวเลขอย่าง Utilization Rate นั้นกลับสะท้อนไม่ได้ทั้งหมด เพราะบางทีการที้ห้องพักถูกจองมากขึ้นอาจเกิดจากการที่บริษัทหั่นราคาเพื่อดึงลูกค้าก็ได้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้นจริงๆ

ทำนองเดียวกัน ธุรกิจผู้ให้บริการ มือถือน่าจะดูแนวโน้มปัจจัยพื้นฐานจาก ARPU มากที่สุด (ยอดบิลต่อหัว) เพราะถ้า ARPU ลดลง แม้ว่าจำนวน new subscriber ยังเพิ่มขึ้น ก็อาจแสดงว่า ในอนาคต บริษัทจะเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในการรักษา revenue ไม่ให้ลดลง เพราะบริษัทต้องหาลูกค้าใหม่ให้ได้เพิ่มขึ้นเท่ากับ ARPU ที่ลดลงเพียงเพื่อรักษารายได้ให้เท่าเดิมเท่านั้น จึงเหนื่อยมาก ในขณะที่ถ้า ARPU เพิ่มได้ แสดงว่า บริษัทยังมีช่องว่างในการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้ลูกค้าแต่ละคนยอมจ่ายเงินต่อเดือนมากขึ้นอีก แสดงว่ายังมีช่องทางให้ไปได้อีกเยอะครับ

ธุรกิจ ธนาคารต้องดูทั้ง ยอดสินเชื่อที่ขยายตัวเมื่อเทียบกับงวดที่แล้ว และ NIM หรือส่วนต่างดอกเบี้ยที่ทำได้เทียบกับงวดก่อน ประกอบกัน NIM เป็นสิ่งที่บอกความสามารถในการทำกำไรของธนาคารได้ดีที่สุด เพราะเกิดจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยที่ธนาคารได้รับจากลูกค้าที่ธนาคารปล่อยกู้ไป กับดอกเบี้ยที่ธนาคารต้องจ่ายให้กับเจ้าของเงินที่ธนาคารกู้เค้ามา (ผู้ฝากเงิน) อีกที

ส่วนถ้าเป็นธุรกิจที่มีรายได้แบบ Project-based Revenue เช่น รับเหมาก่อสร้าง รับจ้างผลิตชิ้นส่วน OEM รับพัฒนาโครงการไอที ฯลฯ พวกนี้บริษัทจะดีขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับการได้ win โครงการหรือ order ใหญ่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนรายย่อยอย่างเราเข้าถึงข้อมูลล่วงหน้าที่ Drive แวยูของบริษัทได้ยาก ส่วนใหญ่ข่าวจะออกมาตอนที่รู้แล้วว่าบริษัทได้หรือไม่ได้งาน ถ้าผมจะลงทุนหุ้นแบบนี้ส่วนใหญ่่ก็ต้องเกิดจากการประทับใจในตัวผู้บริหารจริงๆ แล้วลงทุนระยะยาวไป ถ้าไม่อย่างนั้นก็คงไม่กล้าลงทุน เพราะว่าเราเป็นพวกที่ไม่มี “อินไซด์” ครับ[End]

28 thoughts on “145: 0476: รวม Key Value Driver”

  1. เข้าไปแล้วมึนๆหน่อยครับพี่โจ๊ก อยากหาพวกกราฟสินค้าเกษตร ยางพารา น้ำมันดิบ อะไรแนวๆนี้ ผมหาใน google เจอแต่ตามบ๊อค คนอื่นซึ่งกว่าเขาจะอัพเดทก็นานครับ ไม่รู้ว่า kitco มีไหมแต่ผมหาไม่เจอเอง

  2. ขอบคุณครับพี่ รออ่าน KVD ของอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อนะครับ

  3. พี่โจ๊กครับ ถ้าเป็นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง; มี Key Value Driver, Key Success Factor อะไรบ้างครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*