103: 0375: the optimal buying strategy

กระทาชายนายหนึ่ง มีเงินที่ตั้งใจจะลงทุนใน TDEX ตั้งแต่ตอนต้นปี ปีละ 120, 000 บาท เป็นประจำทุกปี

เขาเกิดความสงสัยว่า ที่จริงแล้วเขาควรจะซื้ออย่างไรถึงจะดีที่สุด เป็นต้นว่า เขาควรจะซื้อทันที 120, 000 บาททั้งหมดตั้งแต่ต้นปีเลยทุกปี หรือว่าเขาควรจะทยอยซื้อเฉลี่ยเดือนละ 10, 000 บาททุกเดือนตลอดปี หรือว่าเขาควรจะรอให้ TDEX ย่อลงมา 10% จากต้นปีก่อน แล้วค่อยลงทุนรวดเดียว 120, 000 บาท แต่ถ้าหากตลอดทั้งปีตลาดไม่ได้ลงมาถึง 10% ก็ค่อยซื้อรวดเดียว 120, 000 บาท ตอนสิ้นปีเสมอ ไม่ว่าตอนสิ้นปีราคาจะเป็นเท่าไร ไม่รู้ว่าที่จริงแล้ว วิธีไหนให้ผลดีที่สุดในระยะยาว

เรื่องนี้นับว่าเป็น Dilemma หนึ่ง ที่นักลงทุนเจอตลอดเวลามีเงินก้อนจะลงทุน เรามักลังเลว่า ควรจะซื้อไปทันทีเลย หรือควรจะรอให้มันย่อลงก่อน หรือควรจะซื้อเฉลี่ย ถ้าหากใครสามารถพิสูจน์ได้ว่า แบบไหนคือ optimal strategy ที่ทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาวก็คงจะดีไม่น้อย

ที่จริงผมก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะพิสูจน์ optimal strategy นี้ได้อย่างไร ตอนแรกคิดว่าทั้งสามวิธีน่าจะดีเท่ากัน แต่ตอนนี้คิดว่าอาจจะไม่ใช่ และถ้าหากใช้คณิตศาสตร์พิสูจน์ได้ก็น่าจะซับซ้อนมากทีเดียว เพราะมี probability distribution มาเกี่ยวข้อง สมการคงยุ่งพอๆ กับ Black-Scholes เลยทีเดียว

ผมคิดไปถึงอีกวิธีหนึ่งที่เรียกว่า [W:Monte Carlo Simulation] วิธีนี้ไม่ต้องใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูง แต่ใช้การสร้างแบบจำลองตลาดหุ้นขึ้นมาแล้วใช้คอมพิวเตอร์ลุยทดสอบกลยุทธ์การลงทุนเป็นหมื่นๆ ครั้ง แล้ววัดผลตอบแทนเฉลี่ยออกมาเลย โดยอาจสร้างเป็นโมเดลง่ายๆ ของตลาดหุ้นขึ้นมาเป็นต้นว่า สมมติว่า กระทาชายนายนี้มีสิทธิ์ส่งคำสั่งซื้อ TDEX ได้เพียงเดือนละหนึ่งครั้งคือทุกวันที่ 1 ของทุกเดือนเท่านั้น และในแต่ละเดือน SET50 จะมีโอกาสขึ้นหรือลงก็ได้ 1% จากเดือนที่แล้ว ด้วย Probability 50% เท่ากัน (กระทาชายไม่เชื่อว่าใครในโลกนี้จะสามารถทำนายทิศทางราคาหุ้นได้) และทุกๆ เดือนกระทาชายมีต้นทุนของการถือครองเงินสด (ค่าเสียโอกาส) เท่ากับ 1% ต่อเดือนด้วย เช่น ถ้าถือเงินสดไว้เฉยๆ 12 เดือน ถือว่าขาดทุนเดือนละ 1% เพราะเงินไม่ให้ผลตอบแทน วิธีนี้ไม่ต้องใช้คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่จะต้องเก่ง Excel มากพอสมควร ถึงจะทำได้ (ทำไม่เป็นเหมือนกัน แหะๆ)

คำตอบที่ได้แม้ว่าจะตอบ Dilemma ไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่น่าจะช่วยให้แนวทางในการตัดสินใจแก่นักลงทุนได้เกี่ยวกับปัญหาโลกแตกข้อนี้ได้ดีทีเดียว

Any idea?

35 thoughts on “103: 0375: the optimal buying strategy”

  1. โอ้ว มีคนเคยทำ simulation แล้วจริงๆ ด้วย

    http://siyaqing.public.iastate.edu/research/2008/01s.pdf

    เหมือนจะสรุปว่า การ rebalacing ไม่ได้ add value อย่างมีนัยสำคัญมากนัก ถ้าหากความบ่อยในการปรับถี่กว่าสองปีครั้ง หรือ threshold ต่ำกว่า 10%

  2. ใน presentation แรกๆดูเพลินดี พอเริ่มมีสมการโผล่เข้ามาทำเอามึน จนต้องข้ามไปถึงสรุปสองแผ่นสุดท้าย ไม่รู้เค้าพรูฟโมเดลยังไงเหมือนกัน ข้อสรุปเค้าฟังดูขัดๆชอบกล

  3. เข้าใจว่าเค้าสรุปว่า rebalancing ทำบ่อยไปก็ไม่ช่วยอะไรมาก

    rebalancing นอกจากใช้รักษาอัตราส่วนของ asset ประเภทต่าง ควรเอามาใช้ตัดสินใจเลือก asset ด้วย due to rebalancing bonus

  4. ประมาณนั้นครับ rebalancing เพิ่มผลตอบแทนได้แค่นิดหน่อย เมื่อทดลองด้วย simulation

    แต่ที่ backtesting หลายอันบอกว่าได้ผลตอบแทนเยอะเป็นเพราะ backtest เป็นแค่ scenario เดียวคือตลาดหุ้นในช่วงเวลาที่ test เท่านั้น แต่ตลาดหุ้นในแต่ละยุคนั้นเคลื่อนไหวต่างกัน บางช่วงขาขึ้น บางช่วงขาลง บางช่วงย่ำอยู่กับที่ ดังนั้นหานำสิ่งที่ได้ผลในอดีตไปใช้ก็อาจไม่ได้ผลในช่วงต่อมา ต่างกับการทำ simulation ที่วัดทุกกรณีที่เป็นไปได้ และนี่ยังเป็นเหตุผลที่ทำให้ การวิจัยแต่ละชิ้นในอดีตให้ผลที่ไม่สอดคล้องกันด้วย เพราะช่วงที่เลือกมา backtest ต่างกัน

    โดยส่วนตัวผมเลยคิดว่า rebalancing อาจไม่ช่วยอะไรเรา เวลาที่เราเผชิญกับรอบใหญ่ (ไม่ว่าจะรอบขึ้นหรือรอบลง) เพราะมันแย่ทำให้ผลตอบแทนน้อยลงในกรณีหนึ่ง เพื่อแลกกับการลดความเสี่ยงในอีกกรณีหนึ่งเท่านั้น

    แต่ rebalancing อาจมีประโยชน์กับตลาดหุ้นที่มี noise สูงๆ ถ้าเรา set จุดปรับพอร์ตเอาไว้พอๆ กับช่วงที่ตลาดหุ้นชอบแกว่ง ก็อาจทำให้เราได้ผลตอบแทนมากขึ้นจากการขึ้นๆ ลงๆ ของมันได้ แต่ rebalancing คงไม่ช่วยให้เรารอดพ้นจาก ขาขึ้น ขาลง ที่เป็นรอบใหญ่ๆ

    ประมาณนั้นมังครับ

  5. สรุปว่า ตอนนี้คงยังไม่ทำพอร์ตทดลอง rebalancing นะครับ เพราะดูแล้วยังไม่น่าสนใจเท่าไร

    ในความเห็นผม ถ้าใครอยากได้ประโยชน์จากความผันผวนของตลาดหุ้น อาจตั้งจุด rebalance ไว้ที่ 10% สำหรับตลาดหุ้นไทย เช่น ถ้าตั้งเป้าไว้ที่หุ้นต่อเงินสด 50:50 ถ้าตลาดหุ้นขึ้นจนพอร์ตกลายเป็น 55:50 ก็ปรับเป็น 52.5:52.5 แต่ถ้าตลาดหุ้นลงจนเป็น 45:50 ก็ปรับเป็น 47.5:47.5 อย่างนี้เป็นต้น ในระยะยาวน่าจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมาจากการแกว่งตัวของตลาดหุ้นไทย แต่ไม่ได้ช่วยป้องกัน crisis

    แต่ถ้าใครอยากสร้างพอร์ตที่ทนทานต่อ crisis ไม่ได้เน้นทำกำไรจากความผันผวน ก็อาจเซ็ต policy คล้ายกฏของคุณวิกรม อันนี้จะเน้นหลบ crisis โดยเฉพาะ ก็เป็นวิธีการที่ไม่เลว

    แต่ policy ที่ได้ best of both world เลย คงจะไม่มี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*