7thLTG

The Seven Thailand Long-term Growth Fund (7thLTG)

“In Search of Worry-free Investment Strategies”

เนื่องด้วยผมมีความตั้งใจจะอุทิศทรัพยากรของผมส่วนหนึ่งให้กับการค้นหาวิธีลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทย ที่ได้ผลตอบแทนที่ดีพอสมควร (above average returns)  และต้องง่ายพอที่ average person จะสามารถปฏิบัติได้เอง ผมจึงสร้างพอร์ตลงทุนอันหนึ่งขึ้นมาให้ชื่อว่า The Seven Thailand Long-term Growth Fund หรือ 7thLTG เพื่อการนี้ครับ

เป้าหมายของผมคือการค้นหาวิธีการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่

 

  • ให้ตอบแทนเฉลี่ยสะสม 10-15% ต่อปี หรือถ้าหากอยู่ในช่วงเวลาที่ SET ให้ผลตอบแทนที่เลวร้ายมากๆ ก็ควรเอาชนะ SET ได้อย่างชัดเจนในช่วงเวลาเดียวกัน
  • average person ต้องสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ยาก
  • ไม่ต้องติดตามข่าวหรือตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด (เพื่อให้เงินทำงานให้เรา ไม่ใช่ให้เราทำงานให้เงิน)

 

วิธีนี้ไม่ได้เน้นการ maximize ผลตอบแทน แต่เน้นการทำให้ผลตอบแทนให้ดีพอสมควรโดยไม่ต้องใช้ effort มาก

นโยบายการลงทุน

คัดเลือกหุ้นไทยจำนวน 7 ตัว ที่เข้าเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อต่อไปนี้

 

  • เป็นกิจการที่ยังเติบโตได้อีกมากในระยะยาว (ข้อนี้ขาดไม่ได้) อย่างน้อยต้องเชื่อว่ากำไรสุทธิของบริษัทจะเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยสองเท่าทุกห้าปี
  • ต้องเป็นบริษัทที่ established แล้วพอสมควร (ไม่เจ๊งไปง่ายๆ ใน 15 ปีเสียก่อน)
  • ไม่อยู่ใน sector เดียวกันเกิน 3 ตัว

 

กองทุนจะลงทุนในหุ้น 7 ตัวนี้เท่านั้น โดยรายชื่อสามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคตเมื่อเห็นว่าหุ้นนั้นไม่เข้าเกณฑ์ทั้งสามข้ออีกต่อไป หรือไม่สามารถเทรดได้อีก (โดนควบรวม โดนถอน โดยแขวน ไร้สภาพคล่อง ฯลฯ)

ในการลงทุนจะซื้อหุ้นทั้ง 7 ตัว ทุกวันที่ 25 ของเดือน ตัวละ 3,000 บาท (ปัดลงให้เศษหุ้นลงตัว) เป็นเงินรวม 21,000 บาทต่อเดือน ซื้อไปเรื่อยๆ ทางเดียวจนกว่าจะครบ 15 ปี และจะสรุปผลเมื่อครบกำหนด 15 ปีแล้วเท่านั้น

เมื่อใดที่มีหุ้นตัวใดมีมูลค่าใหญ่เกิน 30% ของพอร์ต หุ้นตัวนั้นจะโดนหยุดซื้อชั่วคราวจนกว่าจะไม่เกิน (เอาเงินในเดือนนั้นเฉลี่ยไปซื้อตัวอื่นๆ ที่เหลือแทน) เพื่อลดการผูกพอร์ตไว้กับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากไป

หลักการและเหตุผล

ทำไมเลือกหุ้นด้วยการมองการเติบโตในอนาคตเป็นหลัก : เพราะผมได้ตรวจสอบมาแล้วว่าหุ้นเติบโตในตลาดหุ้นไทยเป็นหุ้นที่ถือยาวแล้วได้ผลตอบแทนที่สูงได้จริงๆ และสูงกว่าหุ้นแนวอื่น

มูลค่าตลาดของหุ้นคุณค่าเมื่อถือไว้เฉยๆ 12 ปี

Value Stock

ปี 1996 ปี 2008
SSC 9,672 2,047
SAUCE 3,312 4,392
EGCO 36,400 36,062
SCC 96,960 123,600

มูลค่าตลาดของหุ้นเติบโตเมื่อถือไว้เฉยๆ 12 ปี

Growth Stock

ปี 1996 ปี 2008
BIGC 7,375 30,656
CPN 8,900 31,157
SEED 570 1,894
PTTEP 114,700 353,858

ปี 1996 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 1200 จุด ส่วนปี 2008 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 400 จุด จะเห็นได้ว่าต่อให้ซื้อหุ้นในปีที่ตลาดหุ้นฟองสบู่ แต่ถ้าถือไว้เป็นระยะเวลาที่นานมากพอ แม้จะขายออกในปีที่มีวิกฤต หุ้นเติบโตก็ยังให้ผลตอบแทนที่งดงามและมากกว่าหุ้นคุณค่า เพราะฉะนั้น หุ้นที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวจึงได้แก่หุ้นเติบโต ไม่ใช่หุ้นคุณค่าหรือหุ้นปันผลอย่างที่เข้าใจกัน ถ้าหากเข้าใจตรงนี้ได้ หุ้นไทยก็สามารถถือยาวได้ครับ ต่อให้เจอวิกฤตก็ไม่น่ากลัว

ส่วนหนึ่ง ที่ผมสร้างพอร์ตนี้ขึ้นมาก็เพื่อต่อสู้กับความเชื่อที่ว่า “หุ้นไทยถือยาวไม่ได้” และ “หุ้นที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวคือหุ้นปันผล” ซึ่งผมมองว่าเป็นความเชื่อที่ผิด ผมเชื่อว่า หุ้นไทยถือยาวได้แต่ต้องถือหุ้นเติบโตเท่านั้น ครับ

เกณฑ์ในการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตจะใช้การมองภาพใหญ่ (Big Picture) และเป็นการมองในเชิงคุณภาพ (Qualitative) ของธุรกิจเป็นหลัก กล่าวคือ เป็นธุรกิจที่อยู่มีดีมานด์ที่เติบโตดี (เมกกะเทรนด์) และมีความแข็งแกร่งของกำไรพอสมควร ไม่ใช้โมเดลที่ซับซ้อน หรือการวิเคราะห์งบการเงินที่ยุ่งยากเกินไป กล่าวคือ อาศัยแนวคิดของปีเตอร์ ลินซ์ว่า คนธรรมดาทุกคนก็สามารถเลือกหุ้นได้ไม่แพ้ตลาด ถ้ารู้จักมองไปที่ตัวธุรกิจจริงๆ ไม่ได้มองไปที่ตลาดหรือราคาหุ้น

วิธีนี้ไม่ได้พึ่งพาการเลือกหุ้นให้ถูกทุกตัว แต่อาศัยการกระจายความเสี่ยง (7 ตัว) ที่ไม่มากหรือเกินไปเพื่อให้ตั้งรับความผิดพลาดของการเลือกหุ้นได้ดีพอสมควร หุ้นบางส่วนในพอร์ตอาจไม่เป็นไปตามที่คาดบ้างก็ไม่เป็น เน้นภาพรวมของพอร์ตมากกว่า หลีกเลี่ยงการทำกำไรโดยอาศัย market timing (ซึ่งดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วยาก) และไม่ได้คาดหวังว่าพอร์ตจะต้องผันผวนน้อยกว่า SET ในระยะสั้น แต่มุ่งสร้างพอร์ตที่เติบโตไปได้ไกลที่สุดในระยะยาวเมื่อเทียบกับ SET มากกว่า

คำเตือน

 

  • 7thLTG เป็นพอร์ตหุ้นเติบโต ความผันผวนจึงน่าจะสูงกว่าตลาด ทำให้เวลาตลาดลงแรงๆ มีโอกาสสูงมากที่ พอร์ต 7thLTG จะลงแรงกว่าตลาด พอร์ตนี้จึงไม่เหมาะกับคนที่คาดหวังว่าถ้าตลาดหุ้น crash แล้วพอร์ตจะลงน้อยกว่าตลาด แต่เหมาะสำหรับคนที่ยอมรับความผันผวนที่สูงกว่าตลาดในระยะสั้นได้ แต่คาดหวังการเพิ่มขึ้นของมูลค่าพอร์ตในระยะยาวที่ดีกว่าตลาด
  • ห้ามลอกหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียว แล้วนำไปลงทุนเองแบบทุ่มซื้อโดยเด็ดขาด หุ้นทุกตัวใน 7thLTG มีความเสี่ยงบางอย่างที่รุนแรงมากอยู่ทั้งสิ้น แต่ที่ผมกล้าเลือกมาเข้า 7thLTG เนื่องจากพอร์ตมีการกระจายตัวที่มากพอ และไม่มีการซื้อเฉลี่ยขาลงหุ้นตัวใดๆก็ตาม  ดังนั้นจึงทำให้พอร์ตไม่มีทางเสียหายหนักในกรณีที่หุ้นบางตัวเกิดความเสียหายร้ายแรง แต่ไม่เหมาะกับการนำตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียวมาลงทุนแบบทุ่มซื้อ

 

สถานะของพอร์ตรายปีณ สิ้นปีที่ 1 (24/09/2010) ณ สิ้นปีที่ 2 (23/09/2011),ณ สิ้นปีที่ 3 (24/09/2012), ณ สิ้นปีที่ 4 (24/09/2013), ณ สิ้นปีที่ 5 (24/9/2014), สิ้นปีที่ 6 (24/9/2015)

ประวัติการรับเงินปันผล ผลการดำเนินงานสะสม ณ สิ้นปีที่ 6 (24 กันยายน 2558) 

รายการ บาท
กำไรที่ยังไม่รับรู็ (unrealised capital gain) 1,015,507.10
กำไรที่ถูก reinvested (A) 239,348.10
เงินปันผลรับสะสม   119,114.46
ต้นทุนสุทธิ (ต้นทุนในพอร์ตลบด้วย A)  1,431,700.30

 

3,135 thoughts on “7thLTG”

  1. สอบถามหุ้นประกันชีวิตค่ะ หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง ราคาพันธบัตรสูงขึ้น เงินสำรองประกันชีวิตมีมูลค่าสูงขึ้น ทำให้บริษัทไม่ต้องสำรองประกันชืวิตเพิ่ม กำไรบริษัทจึงเพิ่มขึ้นได้ (ยกเว้นเงินลงทุนใหม่) ถ้าเป็นเงินลงทุนใหม่ผลตอบแทนจากพันธบัตรที่บริษัทประกันได้รับเมือดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มลดลงได้แก่คูปองเรทที่ตำ่และส่วนเกินมูลค่า คำถามคือ1. บริษัทจะมีกำไรมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเงินลงทุนเก่าหรือเงินลงทุนใหม่จะมากกว่ากันใช่รึเปล่าคะ 2.บริษัทจะขายพันธบัตรเมื่อครบกำหนดระยะเวลาหน้าตั๋วเท่านั้น ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกเปล่าน่ะค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

  2. บริษัทจะมีกำไรมากขึ้นเมื่อพันธบัตรที่ถืออยู่มีค่ามากขึ้นมากกว่าของใหม่ครับ เพราะส่วนใหญ่แล้ว ของเก่าที่มีอยู่จะมีเยอะกว่ามาก คือเป็นของลูกค้าเก่าๆ ทั้งหมด แต่ของใหม่เป็นแค่เงินรับในปีนั้นเท่านั้น ซึ่งมักจะมีมูลค่าน้อยกว่าของเก่ามาก

    ส่วนการขายพันธบัตรนั้น แล้วแต่การตัดสินใจของบริษัทเลยครับ ไม่จำเป็นต้องถือจนครบอายุเสมอไป

    บริษัทประกันชีวิตมักต้องพยายาม match ค่าเฉลี่ยครบอายุของตราสารทั้งหมดที่ถืออยู่ในมือ กับค่าเฉลี่ยระยะเวลาคุ้มครองเฉลี่ยของลูกค้าทุกคน ให้ได้ใกล้เคียงกัน จึงต้องมีการบริหารจัดการเงินกองทุนไปตามสถานการณ์ครับ

  3. ขออนุญาติสอบถามเป็นความรู้นิดนึงครับพี่โจ๊ก
    หุ้นกลุ่ม กองทุนอสังหา โดยเฉพาะ พวกสิทธิการเช่า อย่าง CPNRF , CPNCG พอครบกำหนดระยะเวลาสิทธิการเช่า มูลค่าก็จะกลายเป็น 0 บาท …. แต่ที่ผมสงสัยคือ ทำไมมันถึงกลายเป็นหุ้น 2 เด้งได้ ?(อย่าง Cpnrf ราคา 20 กว่าบาท จาก IPO 10 กว่าบาท) คือก็เข้าใจครับ ว่าปันผลได้เพิ่มเรื่อยๆ จากค่าเช่าที่ในห้าง ที่เพิ่มขึ้นตลอด แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป ราคาหุ้นมันน่าจะลดมูลค่ามากกว่า ตามระยะเวลาสิทธิการเช่าที่เหลือจำนวนปีน้อยลง หรือนักลงทุนยังไม่มอง หรือ discount ราคา เพราะยังเหลือเวลาอีกนานเป็น 10-20 ปี ?

    – ขอบคุณมากๆครับ ^^

    1. สาเหตุหนึ่ง เกิดจากวิธีการลงบัญชี เพราะกองทุนอสังหาใช้วิธีให้ผู้ประเมินราคาประเมินมูลค่า แล้วลงบัญชีตามนั้นไปเลย ไม่ได้ใช้วิธีหักค่าเสี่อม ซึ่งผู้ประเมินก็มักจะประเมินสูงขึ้น ทำให้ NAV ไม่ลดลง แถมยังบันทึกกำไรจากมูลค่าที่ประเมินเพิ่มอีกต่างหาก ซึ่งผมมองว่าเป็นข่องโหว่ของการทำบัญชีอย่างหนึ่งเลย

      อีกสาเหตุหนึ่งคือ มีการเพิ่มทุน ซื้อสินทรัพย์ใหม่ๆ เข้ามาเติมอยู่เรื่อยๆ เพื่อมิให้ของเก่าลดลง ซึ่งก็เป็นการรบกวนผู้ถือหน่วยอยู่ตลอดเวลา

  4. สอบถามพี่นรินทร์ครับ ในงบกำไรขาดทุนของ CPN นั้น ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโครงการใหม่ๆ จะถูกรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ถ้ามีจะอยู่บรรทัดไหนเหรอครับ

    ค่าใช้จ่าย
    ต้นทุนค่าเช่าและค่าบริการ
    ต้นทุนอาหารและเครื่องดื่ม
    ต้นทุนจากการประกอบกิจการโรงแรม
    ค่าใช้จ่ายในการบริหาร
    ต้นทุนทางการเงิน
    รวมค่าใช้จ่าย

    ผมแค่สงสัยว่า กรณีที่ขึ้นโครงการใหม่มูลค่าสูงๆ จะทำให้ช่วงก่อสร้าง งบดูต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่

    1. คำว่าโครงการใหม่ หมายถึง โครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จรึเปล่าครับ ถ้าใช่ จะไม่อยู่ในงบกำไรขาดทุนครับ แต่จะพักไว้ในงบดุล เป็นโครงการระหว่างการก่อสร้าง ก่อน (อยู่เป็นส่วนหนึ่งของ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์) เมื่อเปิดบริการถึงจะเริ่มตัดเป็นค่าเสื่อมในส่วนของต้นทุนค่าเช่าครับ

  5. มิน่าที่ผ่านมาตอนโหมสร้างโครงการมากมายแต่ ไม่ส่งผลเสียต่อกำไรเลย
    ขอบคุณครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

โรงเรียนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย