One Up on Wall Street & Beat the Street

ช่วงนี้ผมกำลังเริ่มอ่านหนังสือ One Up on Wall Street ของ Peter Lynch รอบใหม่ จำไม่ได้ว่า เล่มนี้ผมอ่านไปแล้วกี่รอบ แต่ว่าหลายปีที่ผ่านมา ผมอ่านซ้ำบ่อยมาก

สำหรับผมแล้ว หนังสือสองเล่มของปีเตอร์ ลินซ์ คือ One Up on Wall Street และ Beat the Street คือ หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด มันดีมากขนาดที่ว่า ถ้าคุณอ่านหนังสือสองเล่มนี้ให้ละเอียด พยายามทำความเข้าใจทุกแมจเสจ และอ่านซ้ำบ่อยๆ ผมว่า คุณไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือการลงทุนเล่มอื่นๆ อีกเลยก็ยังได้ มันคือคัมภีร์ไบเบิลของการลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน

พอร์ตสาธิต 7thLTG เป็นแนวการลงทุนแบบค่อนข้าง Passive ถ้าใครถามผมว่า แล้วเราควรลงทุนในแนว Active อย่างไรดี ผมจะชี้ให้เขาไปอ่านหนังสือของปีเตอร์ ลินซ์ทั้งสองเล่มเลย เพราะผมเห็นว่า เขาเขียนวิธีการและเทคนิคสำหรับการลงทุนแบบ Active ทุกอย่างเอาไว้ดีแล้ว ครบถ้วน และสมบูรณ์แบบอย่างที่สุด

ข้อเด่นอีกอย่างหนึ่งของหนังสือปีเตอร์ลินซ์คือ เขาเขียนหนังสือแนะนำวิธีลงทุนที่เหมาะกับคนธรรมดาทั่วไป (ใน One Up on Wall Street) หาใช่วิธีสำหรับเซียนหุ้น ซึ่งคนทั่วไป อาจจะปฏิบัติไม่ได้ก็ได้ ส่วนหนังสือ Beat the Street จะเป็นหนังสือที่แนะนำผู้จัดการกองทุน และนักลงทุนทั่วไปที่อยากได้เทคนิคที่ลึกมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ หนังสือเต็มไปด้วย เกร็ดในการเลือกหุ้นนับร้อยๆ เกร็ด ซึ่งหาไม่ได้ในหนังสือการลงทุนทั่วไป ที่มักมีแต่ปรัชญา หรือแรงบันดาลใจ แต่ดันไม่บอกว่า เวลาปฏิบัติต้องทำยังไง ดูยังไง อย่างเป็นรูปธรรม

ทุกครั้งที่อ่านหนังสือสองเล่มนี้ซ้ำ ผมมักจะเจอประเด็นใหม่ๆ ที่ไม่พบในการอ่านครั้งก่อนๆ อยู่เสมอ เพราะบางครั้ง ประสบการณ์เราเพิ่มขึ้น เราถึงจะเข้าใจข้อความบางส่วนในหนังสือซึ่งเราอาจอ่านแล้วไม่เข้าใจในการอ่านครั้งแรกๆ        

Screen Shot 2558-06-28 at 4.53.18 PM

402: BTS Commentary

หุ้นตัวนี้ดูผิวเผินน่าจะเป็น superstock ได้เลยทีเดียว รถไฟฟ้านับวันจะมีแต่คนใช้มากขึ้น แถมยังผูกขาดในแต่ละเส้นทางนั้นๆ อีกต่างหาก แต่ถ้าเข้าไปดูรายละเอียดของบริษัทให้มากขึ้น จะพบว่า ก็อาจไม่ได้ถึงขั้นนั้น Continue reading 402: BTS Commentary

401: รอเศรษฐกิจฟื้น

ช่วงนี้หุ้นไทยย่อลงมา และยังกลับไปที่จุดเดิมไม่ได้ ทำให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นค่อนข้างอึมครึมพอสมควร

อันที่จริง ก่อนที่ดัชนีจะย่อลงมา ทุกคนก็ทราบดีว่า พีอี ตลาดไม่ได้ต่ำเลย และเศรษฐกิจไทยก็ดูไม่ดีนัก ภาวะแบบนี้ไม่ต้องมีไอคิวสูงก็รู้ว่าไม่น่าลงทุน แต่เหตุที่ทำให้ไม่มีใครสนใจ เป็นเพราะราคาหุ้นไม่ได้ลดลง

หากต้องการอ่านบทความนี้ต่อ กรุณา สมัครสมาชิก รายปี หรือ ล็อกอิน.

แต่กลับเพิ่มขึ้นไปตลอด ทิศทางของราคาหุ้นมีผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนสูงกว่าเรื่องปัจจัยพื้นฐานเสมอ ครั้งนี้จึงไม่ได้มีอะไรต่างจากดอยทุกครั้งที่ผ่านมา มันเป็นพฤติกรรมที่ hard-wired อยู่ในสมองของนักลงทุน จึงเปลี่ยนไม่ได้ Continue reading 401: รอเศรษฐกิจฟื้น

400: Private Equity

ช่วงสิบปีที่ผ่านมาถือว่าตลาดทุนพัฒนาไปเยอะมาก มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งอนุพันธ์ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุน ETFs ฯลฯ กลุ่มคนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นก็ขยายวงกว้างขึ้นอย่างมากมายเมื่อเทียบกับสมัยก่อน   Continue reading 400: Private Equity

มอง ICT&Media ในสหรัฐฯ

ผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ น่าจะเป็น Verizon กับ AT&T ตามมาด้วยรายเล็กอื่นๆ อีก 3-4 ราย ธุรกิจนี้เป็น natural monopoly คือ ถ้าปล่อยให้แข่งขันเต็มรูปแบบตามปกติกลับไม่ส่งผลดีต่อประเทศ เพราะการวางเครือข่ายซ้ำซ้อนจะมีเยอะมาก สิ้นเปลืองทรัพยากร สุดท้ายแล้วควรมีแค่ 2-3 ราย เพื่อให้เกิดการแข่งขันบ้าง และในเวลาเดียวกันก็ไม่ทำให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อนมากเกินไป สุดท้ายแล้วบ้านเราก็คงเป็นแบบเดียวกัน

เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้ง Verizon และ AT&T เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายพื้นฐานแทบทุกอย่าง ไม่ใช่แค่มือถือ แต่มี โทรศัพท์บ้าน บรอดแบรนด์ และทีวี ด้วย บริการเหล่านี้ต่างก็มี

หากต้องการอ่านบทความนี้ต่อ กรุณา สมัครสมาชิก รายปี หรือ ล็อกอิน.

โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนที่ทับซ้อนกัน ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ทำให้หมดทุกอย่าง เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปแล้วเป็นเงินจำนวนมหาศาลให้ได้รายรับกลับมาให้มากที่สุด Continue reading มอง ICT&Media ในสหรัฐฯ

395: ข้อคิดจาก Performance ของ iShares ETFs

แม้ว่าพวกเราจะไม่ได้ลงทุนใน iShares ETFs กองทุน ETF ขนาดยักษ์ระดับโลก ที่มีทางเลือกให้นักลงทุนอย่างหลากหลาย แต่ผมคิดว่าเราเรียนรู้จาก Performance ของ iShares ได้เยอะทีเดียว

สิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับ iShares ก็คือ ผลตอบแทนของ  ishares ETF ที่ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เทียบกับ iShares ETF ตัวอื่นๆ ที่ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐเหมือนกัน แต่มีการกรองหุ้นเฉพาะกลุ่มตามเกณฑ์ของ ขนาด ราคา ฯลฯ จะมีผลตอบแทนที่ต่างกันอย่างไร เพื่อให้รู้ว่า การใช้เกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้เลือกหุ้น มันช่วยหรือไม่ช่วยให้เราได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นกว่าตลาดมากแค่ไหน?

เวลาวัดผลตอบแทนทำนองนี้ กรอบของเวลาลงทุนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเลือกกรอบเวลาที่วัดผลตอบแทนต่างกัน อาจให้ผลสรุปที่แตกต่างกันมากเลยก็ได้ ผมสนใจกรอบเวลาที่ 3-year Performance มากเป็นพิเศษ เพราะเป็นผลตอบแทนระยะยาวมากพอที่ความผันผวนระยะสั้นของตลาดหุ้นจะไม่ทำให้ภาพบิดเบือนมากเกินไป (แต่ถ้ายาวกว่านี้ บางทีจะเปรียบเทียบไม่ได้มาก เพราะหลายกองทุนยังจัดตั้งมาไม่นานขนาดนั้น)

มาดูบทสรุปกันเลยดีกว่า

iShares S&P total ETF…

หากต้องการอ่านบทความนี้ต่อ กรุณา สมัครสมาชิก รายปี หรือ ล็อกอิน.

 

394: ลองไปใช้บริการ LDC Dental

LDC Dental มาเปิดสาขาใหม่แถวบ้าน ก็เลยถือโอกาสไปลองใช้บริการดู เป็นการทำการบ้านนักลงทุนไปในตัว

20150126_122246

สนนราคาถือว่ามาตรฐานทั่วไป เช่น ถอนฟัน 900-1,200 อุดฟัน 900 เป็นต้น (แต่ที่ผมทำประจำอยู่ถูกกว่านี้นิดหน่อย) จุดที่แตกต่างจากเจ้าอื่น ผมยังมองไม่เห็นชัดเจนนัก เช่น มีให้ดูห้องฆ่าเชื้อเครื่องมือ น้ำบ้วนปากผสมน้ำยาบ้วนปากมาด้วย ฯลฯ แต่ก็ไม่อาจถือว่าเป็นจุดเด่นที่มีนัยสำคัญได้ คิดว่า แวยูของบริษัทคงอยู่ที่ฝั่งทันตแพทย์มากกว่า คือ ช่วยให้ทันตแพทย์ได้ทำฟันอย่างเดียว โดยไม่ต้องจัดการเรื่องธุรกิจ ส่วนในแง่ของคนไข้นั้น ไม่ได้ต่างจากร้านทำฟันทั่วๆ ไป

คิดว่าเป็นธุรกิจที่น่าจะไปได้ แต่คงไม่ถึงกับมีจุดโดดเด่น

โรงเรียนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย