407: หนังสือวัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง ฉบับ Print-on-Demand มีจำหน่ายแล้ว!!!

หนังสือวัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง เล่มกระดาษที่หายไปนาน

บัดนี้สามารถกลับมาจำหน่ายได้อีกครั้งตามคำเรียกร้อง โดยใช้เทคโนโลยี Print-on-Demand

รูปเล่มเหมือนหนังสือจริง เข้าไสกาวเหมือนกัน ปกสี เนื้อในกระดาษถนอมสายตา (กรีนรีด) หมึกสีขาวดำ เนื้อหาข้างในเหมือนต้นฉบับเดิมทุกประการ

สามารถสั่งซื้อได้แล้ววันนี้ ทาง http://dekisugi.lnwshop.com ราคาเล่มละ 200 บาท ใช้เวลาจัดพิมพ์และจัดส่งให้รวมประมาณ 20 วัน

พิเศษ ช่วงแนะนำ จัดส่งให้ฟรี ไม่มีค่าส่งทั่วประเทศ

 

==> ไปที่ ร้านออนไลน์ 

IMG_9893 IMG_9894 IMG_9895

406: คุยกัน One Up on Wall Street : บทที่ 1-3

ตอนนี้พูดถึงบทที่ 1-3 ของหนังสือ One Up on Wall Street ซึ่ง Peter Lynch พูดถึงทัศนคติที่สำคัญหลายอย่าง เกี่ยวกับตลาดหุ้น ที่นักลงทุนควรจะมี

คลิปนี้ผมจะเปิดให้ดูเป็นแบบสาธารณะนะครับ แต่หลังจากนี้จะสงวนไว้ฟังกันสำหรับสมาชิก Dekisugi.net เท่านั้น 

405: รีวิวพอร์ต 7LTG ประจำปี

BDMS 

ตัวนี้เป็นดาวค้างฟ้าไปแล้ว เมืองไทยเหมาะจะเป็น Medical Hub จริงๆ และหุ้นตัวนี้ก็เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมนี้เสียด้วย

การเติบโตที่ผ่านมาใช้วิธี M&A ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผล เพราะบริษัทออกหุ้นกู้ดอกเบี้ยไม่สูง แต่เอามาซื้อธุรกิจนี้มีผลตอบแทนสูงกว่าเช่นโรงพยาบาลเอกชน แถมเอาโนฮาวที่มีอยู่แล้วมาช่วยปรับปรุงโรงพยาบาลที่ซื้อมาให้ดีขึ้นไปอีก เพื่อเพิ่มมูลค่า

แม้ว่าตอนนี้ M&A จะสร้างการเติบโตได้น้อยลง เพราะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ๆ แทบไม่เหลือให้ควบรวมแล้ว แต่ผมก็ยังเชื่อว่าบริษัทนี้ยังโตได้ระยะยาว เพราะคนแก่ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะกลายมาเป็น organic growth ให้กับโรงพยาบาลที่ซื้อมาแล้ว จึงน่าจะยังลงทุนต่อไปได้ แม้ว่าราคาหุ้นจะแพง แต่ต้นทุนของพอร์ตนี้ไม่ได้สูง

ประเด็นเรื่องราคาแพง เอาเข้าจริงๆ แล้ว ยังไม่น่ากลัวเท่าไร บ้านเราดูจะมีนโยบายเอื้อภาคธุรกิจ ดูอย่างไฮเปอร์มาร์เก็ตก็เห็นเปิดเต็มเมืองไปหมด มีคนโวยวายทีไร สักพักก็จะเงียบหายไปทุกที 

MINT 

ทุกวันนี้ MINT แข็งแรงยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เพราะนโยบายเพิ่มรายได้นอกประเทศเมื่อห้าปีที่แล้วเริ่มส่งผล ทำให้ปัจจุบันมีรายได้นอกไทยแล้ว 40% เวลาท่องเที่ยวไทยมีปัญหา จึงไม่กระทบมากเท่าสมัยก่อน บริษัทยังพยายามสร้างแบรนด์ของตัวเอง ทำให้ไม่ต้องเสียค่ารอยัลตี้ให้คนอื่นอีกด้วย จนล่าสุดก็คืน Four Seasons ที่ราชดำริไปแล้วหันมาใช้ชื่อ Anantara แทน แม้ว่ารายได้จากการรับบริหารโรงแรมจะยังไม่เยอะเท่าที่วางแผนไว้ (กลยุทธ์ Asset Light) แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนนี้ยังต้องอาศัยเวลา

ชอบบริษัทนี้มากที่มีการวางแผนระยะยาวเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ขยายไปเรื่อยๆ และที่ผ่านมาสิ่งที่พยายามทำ ก็ส่งผลได้จริง

บริษัทเติบโตด้วย M&A เช่นกัน และน่าจะยังโตด้วยวิธีนี้ต่อไปได้อีก บริษัทไม่ได้ซื้อกิจการสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะไม่งั้นป่านนี้บริษัทคงจะแย่ไปนานแล้ว นับเป็นอีกบริษัทไทยที่จะก้าวไปสู่ความเป็น ระดับโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบในอนาคตด้วย ดูแล้วน่าจะลงทุนต่อไปได้

ส่วนที่อาจเป็นห่วงอยู่บ้างคือธุรกิจอาหาร เพราะ Fast Food ไม่ใช่เทรนด์สมัยใหม่ ผู้บริโภคเริ่มชอบอาหารเอเชีย หรือร้านอาหารที่มีเอกลักษณ์มากกว่าอาหารเชน แต่ประเด็นนี้ก็ยังไม่ได้ถือว่าน่าเป็นห่วงเท่าไร ต้องจับตาดูต่อไปเรื่อยๆ

CPN

ไม่ต้องสงสัยว่าพื้นฐานแข็งแกร่งแน่นอน ทุกวันนี้ห้างเซ็นทรัลแทบจะเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยแทนวัดไปแล้ว การเป็นผู้ให้เช่าพื้นที่ยังทำให้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยระยะสั้นไม่มากนักอีกด้วย

แต่สิ่งที่ห่วงคือการเติบโต เพราะพื้นที่ผืนใหญ่ๆ ใจกลางกรุงเทพเริ่มหายากแล้ว ในขณะที่การเปิดสาขาต่างจังหวัดก็ไม่ใหญ่พอที่จะสร้างการเติบโตแบบมีนัยสำคัญได้ โอกาสน่าจะเหลืออยู่บริเวณรอบๆ เมืองกรุงเทพ ซึ่งเมืองขยายออกไป และหาที่ดินผืนใหญ่ได้ง่ายกว่า ส่วนการไปเปิดในต่างประเทศนั้น ที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ง่าย รายได้ของบริษัทในอนาคตจึงอาจจะเติบโตได้เพียงแค่หลักเดียวเท่านั้น ต้องอาศัยการขายห้างเข้ากองอสังหามาช่วยถึงจะเพิ่มรายได้ให้เยอะๆ ได้ โดยรวมถือว่าน่าจะยังพอลงทุนต่อไปได้

BANPU

ตัวนี้แย่ที่สุดในพอร์ต แม้ว่าความเสี่ยงเรื่องคดีความจะลดลงไปแล้ว และบ้านปูก็มีรายได้จากโรงไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากขึ้นจากโครงการหงสา ช่วยให้ลดความเสี่ยงจากถ่านหินไปได้ แต่อนาคตของรายได้หลักคือถ่านหินเอง ก็ยังคงน่าเป็นห่วงอยู่เช่นเดิม ดีมานด์ของถ่านหินโลกมีแนวโน้มยังไม่ดีขึ้น โรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกทยอยปิดตัวลงไปเยอะ ในขณะที่อุปทานก็ยังคงล้นตลาดอยู่ โดยเฉพาะอุปทานจากออสเตรเลีย บริษัทคงทำได้แค่ค่อยๆ เพิ่ม output ขึ้นปีละนิด และลดต้นทุนการผลิต เพื่อทำให้กำไรสูงขึ้น แต่จะหวังให้กำไรเพิ่มจากราคาถ่านหินที่ฟื้นกลับไปดีเหมือนเดิมนั้น คงหวังได้ยาก การหาธุรกิจใหม่ๆ มาชดเชยก็ทำได้ยากเช่นกัน เพราะธุรกิจพลังงานทางเลือกอาจมีขนาดที่เล็กเกินไป มาช่วยเพิ่มรายได้รวมได้ไม่มากเท่าไร ดูแล้วหุ้นตัวนี้คงยังต้องซึม ไปอีกนาน

PS

ผมเชื่อว่าอสังหาเป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งของไทยที่น่าจะไปต่อได้ เพราะการสร้างรถไฟฟ้ายังมีอยู่ต่อเนื่อง และอสังหาก็เป็นทางเลือกหนึ่งของการลงทุนในยุคดอกเบี้ยต่ำ แม้ว่าช่วงนี้ตลาดคอนโดจะล้นอยู่ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาถาวร สักพักน่าจะต้องกลับมาใหม่ได้ เพราะพื้นฐานยังมีอยู่

PS เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่มองอุตสาหกรรมนี้ในแง่ดี เพราะว่ามีข้อได้เปรียบเรื่องต้นทุนที่ชัดเจน และการที่มีทั้งแนวราบและแนวตั้ง ทำให้มีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้นำคอนโดอย่าง LPN เวลาที่ตลาดคอนโดไม่ดี ส่วน LH นั้นพื้นฐานดีแต่ว่าไม่โต ส่วน SIRI นั้น อย่าให้พูดเลยดีกว่า รวมๆ แล้ว PS จึงเป็นตัวเลือกที่ใช้ได้   

การเติบโตน่าจะยังพอมีอยู่ แม้จะไม่เยอะเท่าเดิม โอกาสหลักๆ ก็ยังคงเป็นตลาดในกทม.เช่นเดิม ไม่ใช่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า หุ้นอสังหาต่อให้บริษัทแข็งแกร่งแค่ไหน เวลาวัฏจักรเป็นขาลง ราคาหุ้นก็ต้องลงแรง ทำให้เป็นหุ้นที่ค่อนข้างเหวี่ยงแรง ไม่เหมาะกับการลงทุนแบบ DCA เท่าไร ดังนั้นหากขาขึ้นรอบหน้ามาถึงอีกครั้ง ก็อาจพิจารณาขายตัวนี้ออกไปก็ได้ แต่ในช่วงนี้ขอเลือกที่จะถือต่อไปก่อน

CPALL

ผมว่าช่วงนี้ CPALL อยู่ในโหมดตุนกำไรสะสม เพื่อลด D/E ให้ต่ำลง หลังจากกู้เงินเยอะมาซื้อแมคโคร ทำให้หุ้นตัวนี้ดูไม่ sexy เหมือนเดิม เพราะทำให้ถูกมองว่า การลงทุนใหม่ๆ ที่มีนัยสำคัญคงยังทำไม่ได้ ซึ่งกว่าจะลดหนี้ได้ตามแผนก็น่าจะยังใช้เวลาอีกหลายปีอยู่เหมือนกัน ทำให้มีแววว่าหุ้นตัวนี้จะอืดไปอีกสักพักใหญ่ๆ เว้นแต่จะออกกองทุนมาลดหนี้แทน เพราะจะปลดภาระหนี้ได้เร็ว  แต่ดูแล้วก็อาจจะยังออกกองทุนไม่ได้ง่ายๆ นักในเวลานี้

ถ้าลดหนี้ได้ ทำให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น อาจจะราวๆ 30-40% พี/อีใหม่ ก็อาจลดเหลือ 25-30 เท่า ซึ่งก็เป็นระดับที่ถือว่า fair เท่านั้น หุ้นตัวนี้จึงไม่ได้มีราคาถูก 

HMPRO

ในแง่ความแข็งแรงไม่น่าห่วง โฮมโปรมีสาขามากพอที่จะทำให้ไม่มีใครมาท้าทายได้แล้ว วัฏจักรเศรษฐกิจเป็นแค่ปัญหาระยะสั้น ค้าปลีกชนิดนี้มาร์จิ้นค่อนข้างดี และเป็นของที่ e-commerce มาทดแทนได้น้อย จึงน่าจะยั่งยืน

แต่ส่วนที่น่าเป็นห่วงคือการเติบโต จังหวัดรองๆ คงสร้างการเติบโตได้ช้า บริษัทจึงหันมาเติบโตด้วยเมกาโฮมมากกว่า แต่ก็ทำให้มาร์จิ้นลดลง เพราะสินค้าวัสดุก่อสร้างกำไรน้อยกว่าสินค้า Home Improvement การไปต่างประเทศผมไม่อยากหวังมาก เพราะคิดว่าจริงๆ แล้วมันไม่ได้ง่าย  แต่ถ้ามองในแง่ราคาหุ้น ถือว่าลงมาเยอะมาก ราคาหุ้นจึงไม่ถึงกับแพงเท่าไร

สรุป

ดูแล้ว สมาชิกปัจจุบันในพอร์ต ยังไม่ดีมากพอ เรื่องปัจจัยพื้นฐานนั้นไม่ได้น่าห่วงเลย แต่ส่วนที่น่าปรับปรุงคือ โอกาสในการเติบโต หลายตัวมีแนวโน้มการเติบโตที่ไม่น่าสนใจมากพอเมื่อพิจารณาในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ดังนั้นถ้าหาตัวใหม่ๆ ที่มีโอกาสเติบโตที่น่าสนใจมากกว่า มาแทนตัวที่มีปัญหานี้ ก็น่าจะเป็นพอร์ตที่ดีกว่า

ตอนนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะเป็นตัวไหน หุ้นสื่อสาร หรือหุ้นการเงิน ดูมีอนาคตที่น่าสนใจ และยังช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตให้มากขึ้นได้ด้วย รวมทั้งการพิจารณาหุ้นขนาดกลางและเล็กดูบ้าง ก็น่าจะช่วยให้พอร์ตเติบโตได้ดีกว่า หากตัดสินใจได้เมื่อไรก็คงมีการปรับพอร์ตเกิดขึ้นในปีที่จะถึงนี้ครับ 

404: คุยกันเรื่อง One Up on Wall Street : Introduction

คุยกันเชิงอภิปรายเกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือ One Up on Wall Street ของปีเตอร์ลินซ์ ในตอนแรก คือ บทนำ

หากต้องการอ่านบทความนี้ต่อ กรุณา สมัครสมาชิก รายปี หรือ ล็อกอิน.

One Up on Wall Street & Beat the Street

ช่วงนี้ผมกำลังเริ่มอ่านหนังสือ One Up on Wall Street ของ Peter Lynch รอบใหม่ จำไม่ได้ว่า เล่มนี้ผมอ่านไปแล้วกี่รอบ แต่ว่าหลายปีที่ผ่านมา ผมอ่านซ้ำบ่อยมาก

สำหรับผมแล้ว หนังสือสองเล่มของปีเตอร์ ลินซ์ คือ One Up on Wall Street และ Beat the Street คือ หนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด มันดีมากขนาดที่ว่า ถ้าคุณอ่านหนังสือสองเล่มนี้ให้ละเอียด พยายามทำความเข้าใจทุกแมจเสจ และอ่านซ้ำบ่อยๆ ผมว่า คุณไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือการลงทุนเล่มอื่นๆ อีกเลยก็ยังได้ มันคือคัมภีร์ไบเบิลของการลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน

พอร์ตสาธิต 7thLTG เป็นแนวการลงทุนแบบค่อนข้าง Passive ถ้าใครถามผมว่า แล้วเราควรลงทุนในแนว Active อย่างไรดี ผมจะชี้ให้เขาไปอ่านหนังสือของปีเตอร์ ลินซ์ทั้งสองเล่มเลย เพราะผมเห็นว่า เขาเขียนวิธีการและเทคนิคสำหรับการลงทุนแบบ Active ทุกอย่างเอาไว้ดีแล้ว ครบถ้วน และสมบูรณ์แบบอย่างที่สุด

ข้อเด่นอีกอย่างหนึ่งของหนังสือปีเตอร์ลินซ์คือ เขาเขียนหนังสือแนะนำวิธีลงทุนที่เหมาะกับคนธรรมดาทั่วไป (ใน One Up on Wall Street) หาใช่วิธีสำหรับเซียนหุ้น ซึ่งคนทั่วไป อาจจะปฏิบัติไม่ได้ก็ได้ ส่วนหนังสือ Beat the Street จะเป็นหนังสือที่แนะนำผู้จัดการกองทุน และนักลงทุนทั่วไปที่อยากได้เทคนิคที่ลึกมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ หนังสือเต็มไปด้วย เกร็ดในการเลือกหุ้นนับร้อยๆ เกร็ด ซึ่งหาไม่ได้ในหนังสือการลงทุนทั่วไป ที่มักมีแต่ปรัชญา หรือแรงบันดาลใจ แต่ดันไม่บอกว่า เวลาปฏิบัติต้องทำยังไง ดูยังไง อย่างเป็นรูปธรรม

ทุกครั้งที่อ่านหนังสือสองเล่มนี้ซ้ำ ผมมักจะเจอประเด็นใหม่ๆ ที่ไม่พบในการอ่านครั้งก่อนๆ อยู่เสมอ เพราะบางครั้ง ประสบการณ์เราเพิ่มขึ้น เราถึงจะเข้าใจข้อความบางส่วนในหนังสือซึ่งเราอาจอ่านแล้วไม่เข้าใจในการอ่านครั้งแรกๆ        

Screen Shot 2558-06-28 at 4.53.18 PM

402: BTS Commentary

หุ้นตัวนี้ดูผิวเผินน่าจะเป็น superstock ได้เลยทีเดียว รถไฟฟ้านับวันจะมีแต่คนใช้มากขึ้น แถมยังผูกขาดในแต่ละเส้นทางนั้นๆ อีกต่างหาก แต่ถ้าเข้าไปดูรายละเอียดของบริษัทให้มากขึ้น จะพบว่า ก็อาจไม่ได้ถึงขั้นนั้น Continue reading 402: BTS Commentary

401: รอเศรษฐกิจฟื้น

ช่วงนี้หุ้นไทยย่อลงมา และยังกลับไปที่จุดเดิมไม่ได้ ทำให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นค่อนข้างอึมครึมพอสมควร

อันที่จริง ก่อนที่ดัชนีจะย่อลงมา ทุกคนก็ทราบดีว่า พีอี ตลาดไม่ได้ต่ำเลย และเศรษฐกิจไทยก็ดูไม่ดีนัก ภาวะแบบนี้ไม่ต้องมีไอคิวสูงก็รู้ว่าไม่น่าลงทุน แต่เหตุที่ทำให้ไม่มีใครสนใจ เป็นเพราะราคาหุ้นไม่ได้ลดลง

หากต้องการอ่านบทความนี้ต่อ กรุณา สมัครสมาชิก รายปี หรือ ล็อกอิน.

แต่กลับเพิ่มขึ้นไปตลอด ทิศทางของราคาหุ้นมีผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนสูงกว่าเรื่องปัจจัยพื้นฐานเสมอ ครั้งนี้จึงไม่ได้มีอะไรต่างจากดอยทุกครั้งที่ผ่านมา มันเป็นพฤติกรรมที่ hard-wired อยู่ในสมองของนักลงทุน จึงเปลี่ยนไม่ได้ Continue reading 401: รอเศรษฐกิจฟื้น

400: Private Equity

ช่วงสิบปีที่ผ่านมาถือว่าตลาดทุนพัฒนาไปเยอะมาก มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งอนุพันธ์ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุน ETFs ฯลฯ กลุ่มคนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นก็ขยายวงกว้างขึ้นอย่างมากมายเมื่อเทียบกับสมัยก่อน   Continue reading 400: Private Equity

มอง ICT&Media ในสหรัฐฯ

ผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ น่าจะเป็น Verizon กับ AT&T ตามมาด้วยรายเล็กอื่นๆ อีก 3-4 ราย ธุรกิจนี้เป็น natural monopoly คือ ถ้าปล่อยให้แข่งขันเต็มรูปแบบตามปกติกลับไม่ส่งผลดีต่อประเทศ เพราะการวางเครือข่ายซ้ำซ้อนจะมีเยอะมาก สิ้นเปลืองทรัพยากร สุดท้ายแล้วควรมีแค่ 2-3 ราย เพื่อให้เกิดการแข่งขันบ้าง และในเวลาเดียวกันก็ไม่ทำให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อนมากเกินไป สุดท้ายแล้วบ้านเราก็คงเป็นแบบเดียวกัน

เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้ง Verizon และ AT&T เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายพื้นฐานแทบทุกอย่าง ไม่ใช่แค่มือถือ แต่มี โทรศัพท์บ้าน บรอดแบรนด์ และทีวี ด้วย บริการเหล่านี้ต่างก็มี

หากต้องการอ่านบทความนี้ต่อ กรุณา สมัครสมาชิก รายปี หรือ ล็อกอิน.

โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนที่ทับซ้อนกัน ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ทำให้หมดทุกอย่าง เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปแล้วเป็นเงินจำนวนมหาศาลให้ได้รายรับกลับมาให้มากที่สุด Continue reading มอง ICT&Media ในสหรัฐฯ

โรงเรียนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย