432: NIM และ NPL

ธุรกิจธนาคารมีรายได้หลักสองทาง ทางแรกคือการปล่อยสินเชื่อ อีกทางคือการเก็บค่าธรรมเนียมบริการต่างๆ

รายได้จากการปล่อยสินเชื่อเกิดจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยรับที่ได้จากการปล่อยกู้ กับดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องจ่ายตอบแทนผู้ฝากเงิน บางทีเราเรียกส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยสองตัวนี้ว่า NIM เช่น ระดมเงินฝากมาให้ดอกเบี้ย 2% แล้วเอามาปล่อยกู้คิดดอกเบี้ย 6% ส่วนต่าง 4% ก็คือ รายได้ของธนาคาร ซึ่งต้องนำมาหักค่าโสหุ้ยในการดำเนินงานอีกที เหลือเป็นกำไร

ในความเป็นจริง NIM มีความซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะธนาคารมีเงินฝากหลายรูปแบบ อัตราดอกเบี้ยของแต่ละแบบไม่เท่ากัน เงินฝากบัญชีกระแสรายวันแทบไม่มีต้นทุนทางการเงินของธนาคารเลย ในขณะที่ เงินฝากบัญชีฝากประจำมีต้นทุนการเงินสูงสำหรับธนาคาร ธนาคารขนาดใหญ่จึงมักมีข้อได้เปรียบเรื่องต้นทุนแหล่งเงิน เพราะคนนิยมเบิกบัญชีกระแสรายวันและออมทรัพย์กับธนาคารใหญ่มากกว่า เพราะมีคนใช้เยอะ สาขาก็ทั่วถึงฝากถอนง่าย และมีบริการที่ครบมากกว่า แต่บัญชีสองประเภทนี้มีเงินเข้าออกทุกวัน ไม่นิ่ง ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องสำรองเงินสดไว้ให้บริการลูกค้ากลุ่มนี้เยอะกว่า กลายเป็นต้นทุนอีกแบบหนึ่ง แต่ยังไงๆ ก็ต้องมีเงินจำนวนหนึ่งที่ไม่เคลื่อนไหว ทำให้ธนาคารสามารถเอาเงินจำนวนนี้ไปปล่อยกู้ยาวๆ กินดอกเบี้ยสูงได้ ได้กำไรส่วนต่างมหาศาลได้เลย ดังนั้นธนาคารที่มีบัญชีกระแสรายวันและออมทรัพย์เยอะๆ ยังไงก็ได้เปรียบธนาคารอื่น

บริการสินเชื่อของธนาคารก็มีหลายแบบอีกเช่นกัน ลูกค้าของธนาคารแต่ละรายมีเครดิตไม่เท่ากัน ทำให้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เท่ากัน (MLR+ X) ลูกค้ารายใหญ่ต้องเอาใจกันหน่อย คิดดอกแพงกว่าคู่แข่งไม่ได้ เป็นต้น หลักทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันแต่ละรายก็มีความมั่นคงไม่เท่ากัน หรือแม้แต่ลูกค้าคนเดียวกัน กู้ระยะยาว กู้โปรเจ็คไฟแนนซ์ หรือกู้ O/D ก็มีระยะเวลาเรียกคืนหนี้ไม่เท่ากัน อัตราดอกเบี้ยก็ไม่ควรจะเท่ากัน เพราะต้องสะท้อนความเสี่ยงที่ไม่เท่ากัน สุดท้ายแล้ว ค่า NIM จึงเกิดจากการเอาเงินฝากและเงินกู้ทุกประเภทมาหาค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยที่คิดแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักแล้วหาผลต่างออกมา

ธนาคารที่มี NIM สูงกว่าไม่ได้แปลว่าเก่งกว่าเสมอไป เพราะ NIM อาจจะสูงเพราะธนาคารนั้นเน้นปล่อยสินเชื่อความเสี่ยงสูง เช่น สินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ได้ดอกเบี้ยสูงกว่า แต่ว่าความเสี่ยงก็สูงกว่าด้วย ดังนั้น ในการเปรียบเทียบ NIM จะต้องดู NPL ควบคู่ไปด้วย ถ้าธนาคารไหนมี NIM สูง แต่ว่า NPL ก็สูง ก็ไม่ได้แปลว่าดีกว่าธนาคารที่ NIM ต่ำกว่า แต่ NPL ต่ำกว่ามาก

NPL เป็นตัวเลขที่สำคัญมากของธุรกิจธนาคาร เพราะธนาคารปล่อยสินเชื่อแบบ Fractional หมายความว่า ตัวธนาคารเองอาจจะมีทุนแค่ 1 ส่วน แต่ไปกู้คนฝากเงินมา 9 ส่วน เพื่อมาปล่อยสินเชื่อ 10 ส่วน สมมติว่า สินเชื่อของธนาคารเน่าไป 5% ก็เท่ากับว่า ทุนของธนาคารเองหายไปแล้ว 50% เพราะธนาคารต้องชดใช้ส่วนที่เสียหายนี้ด้วยทุนของตัวเอง เนื่องจากธนาคารมีหน้าที่ต้องคืนเงินผู้ฝากเงินเต็มจำนวนเสมอไม่ว่าจะปล่อยกู้แล้วกำไรหรือว่าขาดทุนก็ตาม ซึ่งธนาคารมักจะแก้ปัญหา NPL ด้วยการชะลอการปล่อยกู้เพิ่มชั่วคราว รอให้กำไรสะสมเพิ่มขึ้น จนส่วนทุนกลับมาเท่าเดิมหรือครอบคลุม NPL หรือที่เรียกว่า การกันสำรองหนี้เสียนั่นเอง

แต่ NPL บางทีก็เชื่อถือยาก ธนาคารอาจบอกว่าตัวเองใช้เกณฑ์จัดชั้น NPL ที่เข้มงวดมาก แต่บางทีธนาคารเห็นลูกค้าสินเชื่อรายหนึ่งอาการร่อแร่ แต่ไม่อยากจัดชั้นเป็น NPL เพราะไม่อยากให้ NPL ของตัวเองเพิ่มขึ้น ก็อาจจะหลับหูหลับตา Roll-over หนี้ก้อนเดิมให้ลูกค้ารายนั้น เพื่อมิให้มีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ควรจะปล่อยแล้ว ตรงนี้การจัดชั้น NPL อย่างเข้มงวดจะไม่ช่วยอะไรเลย เป็นต้น การจัดชั้น NPL จึงเป็นเรื่องที่มี conflict of interest อยู่ เป็นมุมมืดของการลงทุนในธุรกิจนี้

ในภาวะเศรษฐกิจปกติ เรานิยมดูว่าธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นหรือไม่ yoy ยิ่งสินเชื่อขยายตัวก็ยิ่งดี เพราะโอกาสทำกำไรย่อมมีเยอะขึ้น กำไรในอนาคตจะสูงขึ้น แต่เมื่อไรก็ตามที่เศรษฐกิจเริ่มแย่ลง สิ่งที่นักลงทุนจะหันมาสนใจมากกว่าคือ NPL เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ย่ิงปล่อยสินเชื่อเพิ่ม ยิ่งน่ากลัว ขอดูดีกว่ากว่า NPL จะปูดขึ้นมาหรือไม่ เพราะในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าที่เคยเป็นลูกค้าชั้นดีส่วนใหญ่จะเริ่มกลายเป็นลูกค้าชั้นแย่ ต้องดูว่าธนาคารจะบริหารจัดการลูกค้าที่ประสบภัยได้มากแค่ไหน ก่อนที่ธนาคารจะกลายเป็นผู้ประสบภัยเอง          

431: อนาคตของ ADVANC

วิธีเข้าใจธุรกิจของ ADVANC ให้ง่ายขึ้น ลองคิดถึงตอนที่ยังไม่มีการประมูล 4G ก่อน บริษัทนี้มีรายรับปีละประมาณ 1.5 แสนล้านบาท แต่มีค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจทุกอย่างรวมกันราว 8 หมื่นล้าน (ไม่นับค่าเสื่อม) ทำให้เป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรเงินสดได้ปีละ 7 หมื่นล้านบาท Continue reading 431: อนาคตของ ADVANC

430: AOT ตรวจสอบตรรกะการเลือกหุ้น

AOT เข้าตลาดเมื่อปี 2547 ราคาจอง 42 บาท ปัจจุบันราคาราว 400 บาท ถือได้ว่าเป็น SuperStock ตัวหนึ่ง (สำหรับช่วง 11 ปีที่ผ่านมา แต่ต่อไปอาจจะเป็นหรือไม่เป็นอีกก็ได้)

ถ้าจะลองถามตัวเองว่า ทำไมตอนนั้นเราไม่ได้ซื้อหุ้นตัวนี้ไว้ ตรรกะในเวลานั้นที่ตัดสินใจไม่ซื้อของเราคืออะไร

การถามคำถามแบบนี้อาจทำให้เรามองเห็นจุดบอดในวิธีคิดของเราเกี่ยวกับการเลือกหุ้น ซึ่งจะข่วยให้มุมมองของเราคมขึ้นในการเลือกหุ้นครั้งต่อไป

เมื่อสิบปีที่แล้ว AOT ไม่ใช่ธุรกิจที่ยากเกินกว่าที่คนธรรมดาจะรู้ได้ว่า ธุรกิจนี้ดี เพราะว่าผูกขาด ดังนั้นความสามารถจึงไม่ใช่ข้อจำกัดในการเลือกหุ้นตัวนี้เลย ไม่ต้องเป็นเซียนก็รู้ว่าดี แต่แล้วทำไมเราจึงไม่ได้ซื้อไว้ ถ้าความสามารถไม่ใช่อุปสรรค์ ความยากมันอยู่ที่ไหน?

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ซื้อหุ้นตัวนี้ จำได้ว่า ตอนนั้นผมไม่ชอบหุ้นตัวนี้เพราะมองว่ามีการเมืองในองค์กรเยอะ ผมไม่ชอบหุ้นที่การจัดการไม่ดี นี่ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมพลาดหุ้นตัวนี้ไป เทียบกับคนที่ให้น้ำหนักเรื่องผู้บริหารน้อยกว่าตัวธุรกิจ พวกเขาก็อาจจะไม่พลาดหุ้นตัวนี้

ผมนึกถึงคำของ วอเรน บัฟเฟต ที่บอกว่า บริษัทที่ดีคือธุรกิจที่เอาคนโง่แค่ไหนมาบริหารก็ได้ เพราะพื้นฐานทางธุรกิจของมันดีมากๆ บางทีการตัดสินจากผู้บริหารมากเกินไป ก็ทำให้เกิดอคติได้ง่ายด้วย เพราะบ่อยครั้ง ความเห็นเรื่องผู้บริหารเป็นเพียงแค่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ซึ่งเกิดจากอคติส่วนตัวได้ง่าย ต่างจากการมองที่ตัวธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ Visible จากภายนอกเลย และมีตัวเลขยืนยันได้มากกว่าแค่ความรู้สึก ก็อาจเป็นไปได้ว่า นี่เป็นจุดอ่อนในการเลือกหุ้นอย่างหนึ่งของผม ถ้าหากผมเปลี่ยนไปให้น้ำหนักที่ตัวธุรกิจให้เยอะขึ้น ตรรกของผมอาจจะดึขึ้นก็ได้ (แค่ตั้งสมมติฐานนะครับ)

จำได้ว่าตอนเข้าตลาดใหม่ๆ AOT มีปัญหาเยอะมาก และเป็นประเด็นการเมืองด้วย เปลี่ยนผู้บริหารไปก็หลายคน ทำให้ผลประกอบการ ไม่ดีเหมือนที่คิดกัน ราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน แถมมีบางช่วงที่ต่ำจองด้วย และมันก็ไม่ไปไหนอยู่นานหลายปีเลยทีเดียว การที่ราคาหุ้นไม่ไปไหนนานๆ ก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ถึงแม้ว่าเราจะตัดสินใจซื้อหุ้นตัวนี้ แต่ก็อาจจะถึอไว้ไม่ได้นาน เพราะราคาหุ้นไม่ไปไหนนานๆ จิตจะตก เพราะคนเรามักเอาราคาหุ้นมาตัดสินปัจจัยพื้นฐานโดยไม่รู้ตัว ซึ่งที่จริงมันน่าจะกลับกัน อุปสรรคใหญ่อีกอย่างหนึ่งของการพลาด superstock จึงอาจเป็นเรื่องการที่เราอดทนถือหุ้นไม่ได้นาน เพราะทนราคาที่ผันผวน หรือไม่ไปไหนนานๆ ไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง บางทีเวลาหุ้นจะวิ่งมันก็วิ่งรวดเดียวเลย การที่มันไม่ไปไหนก่อนหน้านั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่บอกว่ามันจะไม่วิ่ง แต่เราไปเชื่อมโยงสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันเองโดยไม่รู้ตัว นี่เป็นความยากอีกอย่างหนึ่งของการลงทุนเลยทีเดียว

แล้วคุณล่ะ คุณพลาด (หรือไม่พลาด) superstock ตัวนี้ไปเพราะว่าอะไร เล่าสู่กันฟังบ้าง 

โรงเรียนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย